เวลาที่เข้าไปในสวนสวย เรามักอดใจไม่ไหวที่จะเด็ดดอกไม้แสนสวยมาสูดดมกลิ่นหอมหวานจากดอกหรือใบของมัน กลิ่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ชื่นใจแต่ยังให้ผลทางการบำบัดด้วย กลิ่นดอกไม้ใบไม้ที่สกัดออกมาในรูปน้ำมันหอมระเหยสามารถผ่านเข้าไปสู่สมองหรือประสาทของเราได้โดยตรง จากนั้นก็ทำให้เกิดการตอบสนองในวงกว้าง น้ำมันหอมระเหยสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดและกระวนกระวาย และยังช่วยกระตุ้นให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้อีกด้วย มีการศึกษาวิจัยพบว่า กลิ่นหอมของสมุนไพร เช่น ลาเวนเดอร์ (lavender) มะกรูด มาร์จอแรม (marjoram) แซนดัลวูด (sandalwood) สามารถทำให้คลื่นสมองเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับได้ดี
ปัจจุบันเราสามารถใช้การบำบัดด้วยน้ำมันหอม (aromatherapy) หรือที่เรียกว่า สุวคนธบำบัดด้สะดวกขึ้น เพราะมีความผลิตน้ำมันหอมกลิ่นต่างๆ ออกวางขายอย่างแพร่หลาย
คุณสามารถใช้พลังบำบัดของน้ำมันหอมระเหยได้หลากหลายทาง ทั้งโดยการสูดดมเข้าไป การแช่ตัวในอ่างน้ำผสมน้ำมันหอม หรือโดยการนวดให้ซึมเข้าไปทางผิวหนัง เมื่อจะใช้วิธีการสูดดมนั้น เพียงแต่หยดน้ำมันหอมระเหยสัก 1-2 หยุดลงผ้าเช็ดหน้า หรือตะเกียงเผาน้ำมันหอม หรือเครื่องทำไอน้ำที่ตั้งไว้ในห้องก็ได้
ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหยในการนวดตัวหรืออาบน้ำนั้นต้องนำมาทำให้เืจือจางในน้ำมัน "ตัวกลาง" เสียก่อน สำหรับการทำน้ำมันนวดนั้น ให้ใช้น้ำมันหอมระเหย 8-12 หยดผสมในน้ำมันพืชที่ผ่านการสกัดด้วยความเย็น เช่น น้ำมันจากดอกทานตะวัน หรือน้ำมันเมล็ดองุ่น โดยใช้น้ำมันพืช 8 ช้อนชา เมื่อจะผสมในน้ำอุ่นที่นอนแช่ ใช้น้ำมันหอม 10-30 หยดผสมในน้ำมันตัวกลาง 20 ช้อนชา
น้ำมันหอมระเหยนั้นมีความเข้มข้นสูงมาก จึงห้ามกินเข้าไปเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีบางคนที่แพ้น้ำมันพืชชนิดต่างๆ ดังนั้นจึงควรทดสอบดูก่อนใช้จริง เนื่องจากน้ำมันสามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ดังนั้นจึงห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้น้ำมันหอมทุกครั้ง กรณีที่คุณมีผิวแพ้ง่าย เป็นโรคลมชัก ความดันเลือดสูง หรือจะต้องเข้ารับการผ่าตัดเร็วๆ นี้
เมื่อจะใช้น้ำมันหอมระเหยควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกชนิดที่มีคุณภาพสูงมาใช้ นอกจากนี้ควรสอบถามวิธีเก็บรักษาที่ถูกต้องด้วย แม้ว่าน้ำมันหอมระเหยส่วนใหญ่สามารถเก็บไว้ได้เป็นปี แต่น้ำมันหอมของพืชตระกูลส้มและมะนาวต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเท่านั้น การเก็บน้ำมันหอมระเหย ควรเก็บไว้ในขวดปิดฝาแ่น่นสนิท อยู่พ้นแสง และวางไว้ในที่อากาศเย็น
วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
การซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ปัจจุบันมีิผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลากหลายวางขาย ทั้งในร้านขายยา ร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และตามห้างสรรพสินค้า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีทั้งที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากประเทศต่างๆ บางชนิดก็ดูเหมือนเป็นยา บางชนิดก็ดูเป็นอาหาร ที่สำคัญมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนไม่น้อยที่ดูเหมือนจะโฆษณาเกินจริง ที่เป็นเช่นนี้เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ถูกจัดให้เป็นอาหาร ดังนั้นจึงไม่ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเหมือนผลิตภัณฑ์ยา แต่ผู้ผลิตก็ไม่ได้รับอนุญาตให้โฆษณาสรรพคุณทางยาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นๆ ด้วย
แต่แม้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นๆ จะได้รับการพิสูจน์แ้ล้วว่ามีประสิทธิภาพจริง และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ก็ไม่อาจการันตีได้ว่าในผลิตภัณฑ์นั้นจะมีสารออกฤทธิ์สำคัญในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้นในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคุณอาจใช้หลักการต่อไปนี้
แต่แม้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นๆ จะได้รับการพิสูจน์แ้ล้วว่ามีประสิทธิภาพจริง และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย แต่ก็ไม่อาจการันตีได้ว่าในผลิตภัณฑ์นั้นจะมีสารออกฤทธิ์สำคัญในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้นในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคุณอาจใช้หลักการต่อไปนี้
- ซื้อยี่ห้อที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือ มีหลายกรณีที่ผู้ผลิตจงใจปิดบังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าของตน เช่น ในผลิตภัณฑ์นั้นไม่มีสารออกฤทธิ์สำคัญอยู่เลยหรือมีน้อยมาก การซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายใหญ่อย่างน้อยก็เชื่อได้ว่าบริษัทเหล่าี้นี้มีชื่อเสียงต้องให้รักษา และต้องมีมาตรฐานระดับหนึ่ง
- ซื้อสารสกัดมาตรฐาน เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นสมุนไพร ควรเลือกชนิดที่เป็นสารสกัดมาตรฐาน ซึ่งมักมีคำว่า "standardized" กำกับเป็นการแสดงว่าในผลิตภัณฑ์นั้นมีสารออกฤทธิ์ในปริมาณที่กำหนด
- กินในปริมาณที่ถูกต้อง เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คุณจะต้องอ่านคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัดและอย่ากินเกินขนาดที่แนะนำ หลักการเดียวกันนี้ต้องใช้กับการกินยาด้วยเช่นกัน
- เครื่องหมาย อย. และคำเตือน ผลิตภัณฑ์ีที่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการอาหารและยาจะมีเครื่องหมาย อย. กำกับอยู่ ซึ่งเป็นการรับรองว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง และหากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นคุณก็สามารถหาตัวผู้รับผิดชอบได้ นอกจากนี้บนฉลากผลิตภัณฑ์ที่เืชื่อถือได้ควรมีคำเตือนตามที่ อย. กำหนดไว้ คือ "เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน" ถ้าเ็ป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาควรมีคำเตือนว่า "ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาทะเลหรือน้ำมันปลา" และ "ควรระวังในผู้ที่เลือดแข็งตัวช้า หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือแอสไพริน" เป็นต้น
วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดอื่น
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในที่นี้รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ที่ปัจจุบันมีการกินเสริมจากอาหารที่ได้รับในแต่ละวันด้วย นอกจากนี้ยังมีกรดอะมิโน ฮอร์โมนธรรมชาติ และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ ที่มีขายตามร้านขายยาและร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทั่วไป
นานมาแล้วที่แพทย์ไม่ใส่ใจคำอวดอ้าง (ที่บางครั้งก็เกินจริงไปหน่อย) ของผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหลาย เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์จำนวนไม่น้อยที่อ้างสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะพวกผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักและเสริมสมรรถภาพทางเพศ อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งนั้น แม้แต่แพทย์ที่อนุรักษ์นิยมอย่างมากยังยอมรับว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดมีประโยชน์ เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับยาที่แพทย์ใช้
ตัวอย่างเช่น กลูโคซามีน (glucosamine) เดิมทีกลูโคซามีนถูกปฏิเสธในวงการแพทย์ แต่จากการศึกษาวิจัยกว่า 15 ปี ปรากฎว่ากลูโคซามีนมีประสิทธิภาพในการช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่สึกหรอได้จริง ปัจจุบันมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและกระดูกแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีอาการข้ออักเสบใช้สารเสริมอาหารชนิดนี้มากขึ้น
ไลโคปีน (lycopene) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกชนิดที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ ไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในมะเขือเทศและมีการสกัดออกมาจำหน่ายในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารชนิดนี้อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ยังมีโคเอ็นไซม์ Q10 (coenzyme Q10) ซึ่งเป็นสารเคมีตามธรรมชาติที่ร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ สารชนิดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสูบฉีดของหัวใจในคนที่มีภาวะหัวใจพิบัติเพราะหลอดเลือดอุดตัน อันดับต่อมาคือน้ำมันปลา ซึ่งพบว่าอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจพิบัติได้ นอกจากนี้แล้วยังมีการค้นพบเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
นานมาแล้วที่แพทย์ไม่ใส่ใจคำอวดอ้าง (ที่บางครั้งก็เกินจริงไปหน่อย) ของผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหลาย เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์จำนวนไม่น้อยที่อ้างสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะพวกผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักและเสริมสมรรถภาพทางเพศ อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งนั้น แม้แต่แพทย์ที่อนุรักษ์นิยมอย่างมากยังยอมรับว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดมีประโยชน์ เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับยาที่แพทย์ใช้
ตัวอย่างเช่น กลูโคซามีน (glucosamine) เดิมทีกลูโคซามีนถูกปฏิเสธในวงการแพทย์ แต่จากการศึกษาวิจัยกว่า 15 ปี ปรากฎว่ากลูโคซามีนมีประสิทธิภาพในการช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่สึกหรอได้จริง ปัจจุบันมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและกระดูกแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีอาการข้ออักเสบใช้สารเสริมอาหารชนิดนี้มากขึ้น
ไลโคปีน (lycopene) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกชนิดที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ ไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในมะเขือเทศและมีการสกัดออกมาจำหน่ายในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารชนิดนี้อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ยังมีโคเอ็นไซม์ Q10 (coenzyme Q10) ซึ่งเป็นสารเคมีตามธรรมชาติที่ร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ สารชนิดนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสูบฉีดของหัวใจในคนที่มีภาวะหัวใจพิบัติเพราะหลอดเลือดอุดตัน อันดับต่อมาคือน้ำมันปลา ซึ่งพบว่าอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและสารเคมีที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจพิบัติได้ นอกจากนี้แล้วยังมีการค้นพบเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
การใช้สมุนไพร
เมื่อเจมส์ ดุ๊กเกิดอุบัติเหตุทำให้กระดูกหลังส่วนบนเคลื่อนเมื่อต้นทศวรรษที่ 1990 เขาพยายามทำตามคำแนะนำของแพทย์คือ พักผ่อน ไปอัลตราซาวน์และกินยาแก้อักเสบปริมาณมาก แต่เขาไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขายังกินชะเอมเทศด้วย เพื่อบรรเทาอาการท้องไส้ปั่นป่วน เขาใช้มิลค์ทิสเทิล (milk thistle) ป้องกันตับจากการใช้ยาแอสไพริน และกินเอคิเนเซียก่อนรับการผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
เจมส์ ดุ๊กเป็นนักพฤษศาสตร์ซึ่งเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรรักษาโรค และเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ The Green Pharmacy เขาเป็นเพียงหนึ่งในล้านที่รู้สึกถึงพลังบำบัดของพืช จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกนั้น มีประชากรโลกราวร้อยละ 80 ที่ใช้สมุนไพรเป็นหลักในการรักษาโรค สมุนไพรนั้นราคาถูกกว่ายา และในหลายกรณีมันก็ใช้ได้ดีกว่าและมักจะปลอดภัยกว่าด้วย
แต่ในเมื่อคุณคุ้นเคยอยู่แต่การเปิดกล่องยาและกินยาเม็ดแคปซูลอันแสนสะดวก จึงเป็นเรื่องออกจะยุ่งยากหากต้องมาจัดการกับใบไม้แห้งนานาชนิด แต่ใช้ว่าจะเป็นเช่นนี้เสมอไป เพราะปัจจุบันนี้มีการนำสมุนไพรชนิดต่างๆ มาผลิตและขายในรูปแบบต่างๆ ทั้งในรูปแบบยาน้ำ แคปซูล หรือยาเม็ด โดยมีฉลากระุบุขนาดที่ต้องใช้ไว้ให้เสร็จสรรพ อีกทั้งยังมีร้านสมุนไพรและร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้คุณหาซื้อสมุนไพรในรูปที่เป็นวัตถุดิบ ทั้งใบ เมล็ด ลำต้น หรือส่วนใดก็ตามที่มีสารออกฤทธิ์สำคัญอยู่ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรบรรจุในชาถุงสำเร็จรูปให้ซื้อมาชงดื่มได้ง่ายๆ ด้วย
สมุนไพรบางชนิดคุณสามารถปลูกไว้ในสวน หรือปลูกไว้ในกระถาง วางไว้ข้างหน้าต่าง เมื่อจะเก็บเกี่ยว ก็แค่ไปเด็ดหรือขุดมา จากนั้นนำมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาตากให้แห้ง เมื่อใบแห้งแต่ไม่กรอบเกินไป ให้คุณนำมาเก็บไว้ในภาชนะทึบแสง ควรเป็นกระปุกที่ฝาปิดสนิทและกันอากาศเข้า จะช่วยรักษาให้สมุนไพรอยู่ทน หากคุณปลูกสมุนไพรที่ใช้ดอก ให้เก็บดอกหลังจากที่มันบานแล้ว
การชงชาสมุนไพรส่วนใหญ่มักจะทำได้โดยการตักสมุนไพรแห้ง 1 ช้อนชา (หรือใช้สมุนไพรสดก็ได้) ใส่ลงในน้ำร้อน 1 ถ้วย แช่ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วปล่อยให้เย็น จากนั้นกรองกากออกเอาแต่น้ำดื่ม ชาที่ชงจากเปลือกไม้ เมล็ด หรือรากไม้ต้องใช้เวลาต้มนานกว่านี้ การดื่มชาสมุนไพรควรเริ่มจากขนาดน้อยๆ ก่อน เช่น ดื่มวันละ 1-3 แก้ว หากจะดื่มปริมาณมากควรปรึกษานักสมุนไพรหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
เจมส์ ดุ๊กเป็นนักพฤษศาสตร์ซึ่งเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรรักษาโรค และเป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ The Green Pharmacy เขาเป็นเพียงหนึ่งในล้านที่รู้สึกถึงพลังบำบัดของพืช จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกนั้น มีประชากรโลกราวร้อยละ 80 ที่ใช้สมุนไพรเป็นหลักในการรักษาโรค สมุนไพรนั้นราคาถูกกว่ายา และในหลายกรณีมันก็ใช้ได้ดีกว่าและมักจะปลอดภัยกว่าด้วย
แต่ในเมื่อคุณคุ้นเคยอยู่แต่การเปิดกล่องยาและกินยาเม็ดแคปซูลอันแสนสะดวก จึงเป็นเรื่องออกจะยุ่งยากหากต้องมาจัดการกับใบไม้แห้งนานาชนิด แต่ใช้ว่าจะเป็นเช่นนี้เสมอไป เพราะปัจจุบันนี้มีการนำสมุนไพรชนิดต่างๆ มาผลิตและขายในรูปแบบต่างๆ ทั้งในรูปแบบยาน้ำ แคปซูล หรือยาเม็ด โดยมีฉลากระุบุขนาดที่ต้องใช้ไว้ให้เสร็จสรรพ อีกทั้งยังมีร้านสมุนไพรและร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้คุณหาซื้อสมุนไพรในรูปที่เป็นวัตถุดิบ ทั้งใบ เมล็ด ลำต้น หรือส่วนใดก็ตามที่มีสารออกฤทธิ์สำคัญอยู่ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรบรรจุในชาถุงสำเร็จรูปให้ซื้อมาชงดื่มได้ง่ายๆ ด้วย
สมุนไพรบางชนิดคุณสามารถปลูกไว้ในสวน หรือปลูกไว้ในกระถาง วางไว้ข้างหน้าต่าง เมื่อจะเก็บเกี่ยว ก็แค่ไปเด็ดหรือขุดมา จากนั้นนำมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาตากให้แห้ง เมื่อใบแห้งแต่ไม่กรอบเกินไป ให้คุณนำมาเก็บไว้ในภาชนะทึบแสง ควรเป็นกระปุกที่ฝาปิดสนิทและกันอากาศเข้า จะช่วยรักษาให้สมุนไพรอยู่ทน หากคุณปลูกสมุนไพรที่ใช้ดอก ให้เก็บดอกหลังจากที่มันบานแล้ว
การชงชาสมุนไพรส่วนใหญ่มักจะทำได้โดยการตักสมุนไพรแห้ง 1 ช้อนชา (หรือใช้สมุนไพรสดก็ได้) ใส่ลงในน้ำร้อน 1 ถ้วย แช่ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วปล่อยให้เย็น จากนั้นกรองกากออกเอาแต่น้ำดื่ม ชาที่ชงจากเปลือกไม้ เมล็ด หรือรากไม้ต้องใช้เวลาต้มนานกว่านี้ การดื่มชาสมุนไพรควรเริ่มจากขนาดน้อยๆ ก่อน เช่น ดื่มวันละ 1-3 แก้ว หากจะดื่มปริมาณมากควรปรึกษานักสมุนไพรหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ปลูกสมุนไพรไว้ใช้เอง
สมุนไพรส่วนใหญ่ปลูกได้โดยใช้เมล็ด บางชนิดใช้วิธีปักชำ แต่บางชนิดก็ต้องใช้เหง้าฝังลงไปในดิน การเลือกว่าจะปลูกสมุนไพรชนิดใด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้ประโยชน์จากมันมากแค่ไหนและมีพื้นที่ปลูกมากเพียงใด
โดยทั่วไปการปลูกสมุนไพรไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากนัก สมุนไพรต้นเล็กๆ เช่น สะระแหน่ ผักเบี้ย บัวบก หรือผักชี สามารถปลูกเป็นไม้กระถางหรือไม้แขวนได้ ถ้าคุณพอมีพื้นที่ทำสวนในบ้าน อาจใช้วิธีทำสวนสมุนไพร หรือปลูกสมุนไพรแทรกแซมกับไม้ดอกไม้ประดับ เช่น ปลูกตะไคร้ไว้ริมทางเดินในสวน ช่วยเพิ่มเส้นสายพลิ้วไหวยามตะไคร้ต้องลม และกลิ่นตะไคร้ยังช่วยไล่แมลงได้ด้วย
ไม่ว่าจะปลูกในกระถางหรือปลูกลงดิน สมุนไพรส่วนใหญ่ชอบดินร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี แต่ถ้าเป็นสะระแหน่หรือบัวบก ก็สามารถงอกงามได้ดีในที่ชื้นแฉะ แค่ดูแลให้ได้รับน้ำและแสงแดดสม่ำเสมอ สวนสมุนไพรส่วนตัวของคุณก็จะเติบโตงอกงามให้ชื่นตาชื่นใจ
ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้จัดเป็นสมุนไพรที่เลี้ยงง่ายที่สุด คุณไม่ต้องประคบประหงามดูแลเป็นพิเศษ แค่ใช้หน่ออ่อนที่แตกมาจากกอใหญ่มาปลูกไว้ในดินทรายหรือดินปนทราย วิธีลัดคือ คุณอาจไปซื้อต้นว่านหางจระเข้จากร้านขายต้นไม้เลย ตั้งกระถางไว้ในครัวหรือริมหน้าต่างก็ได้และคอยรดน้ำให้บ้าง อย่าปล่อยให้ดินแห้ง เพียงเท่านี้ต้นไม้ของคุณก็จะเติบโตมีสุขภาพดี
วิธีใช้ เมื่อจะใช้สามารถตัดใบมาจากต้นได้เลย โดยเลือกใบล่างสุดก่อน ล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมด เพราะอาจะทำให้ระคายเคืองได้ จากนั้นกรีดใบแล้วขูดเอาวุ้นใสๆ มาใช้ทาแผลต่างๆ ทั้งบาดแผล แผลไหม้ เมื่อวุ้นที่ทาไว้แห้งลงจะกลายเป็นเหมือนผ้าปิดแผล ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น และป้องกันแบคทีเรีย
คาโมไมล์
คาโมไมล์ีที่นิยมใช้และปลูกกันคือคาโมไมล์เยอรมัน (german chamomile) ถึงจะเป็นไม้เมืองนอกแต่ปัจจุบันมีการนำเข้ามาปลูกในเมืองไทยแล้ว วิธีปลูกคือใช้เมล็ดปลูกในดินที่แฉะหน่อยๆ แต่ก็ระบายน้ำได้ดี และชอบอากาศเย็นและร่มด้วย
วิธีใช้ เก็บดอกที่บานแล้วนำมาวางบนผ้ามัสลินตากให้แห้ง หรือแขวนห้อยลงดอกแห้งใช้ชงชาเป็นชา มีสรรพคุณบรรเทาท้องไส้ปั่นป่วน และลดอาการกระวนกระวาย
ยี่หร่าและเทียนตากบ
ใครที่ชอบกินแกงมัสมั่นสูตรดั้งเดิมคงรู้จักยี่หร่าดี สมุนไพรรสร้อนแรงนี้สามารถขับลม ช่วยย่อย และมีวิตามินซีสูง ส่วนเทียนตากบนั้นเนื่องจากมีลำต้นและกลิ่นคล้ายยี่หร่า บางครั้งจึงนำมาใ้ช้แทนยี่หร่า โดยมีสรรพคุณช่วยขับลม ขับเสมหะด้วย ทั้งยี่หร่าและเทียนตากบขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปลูกกลางแจ้ง จะเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและความชื้นปานกลาง
วิธีใ้ช้ ใ้ช้เมล็ดยี่หร่าบด 1-2 ช้อนชา ชงในน้ำร้อน 1 แก้ว ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วกรองกากออกก่อนดื่มอาหารแต่ละมื้อ
กะเพรา
กระเพรานั้นปลูกง่าย จะตัดกิ่งหรือเพาะเมล็ดก็งอกงามได้ดี ขอเพียงมีดินร่วนซุยและรดน้ำแต่พอดีก็ใช้ได้แล้ว นอกจากเป็นอาหารยอดฮิต ในใบกระเพรายังมีน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ทางยา สามารถใช้แก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และอาการจุกเสียดได้ดี
วิธีใช้ เด็ดยอดกะเพรามา 1 กำมือ ต้มพอเดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำดื่มจะแก้ท้องอืดได้ดี อีกวิธีหนึ่งคือใช้ยอดกะเพรานำมาปรุงอาหารกินได้เลย
สะระแหน่
สะระแหน่มีวิตามินเอและซี ซ้ำยังมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยดับกลิ่นปากและแก้อาการท้องอืดเฟ้อได้ การปลูกสะระแหน่นั้นทำได้ง่ายมาก เพียงเลือกยอดสะระแหน่ที่แข็งแรง เด็ดใบแก่ออกแล้วนำมาปักชำ ลงในดินที่เตรียมไว้ หมั่นรดน้ำให้ชุ่ม แล้วไม่นานต้นสะระแหน่จะเติบโตแตกกิ่งและใบ
วิธีใช้ เคี้ยวใบสดเพื่อระงับกลิ่นปาก หรือขับลมในกระเพาะ หรืออาจชงชาโดยใช้ใบสดหรือใบแห้ง ใส่ลงในน้ำร้อน 1 แก้ว ทิ้งไว้สักพักจนได้กลิ่นสะระแหน่ แล้วจึงกรองกากออกก่อนดื่ม
วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
รักษาอย่างระมัดระวัง
เนื่องจากมีผู้คนมากมายใช้การรักษาแบบพื้นบ้านมานานหลายร้อยปีแล้ว
จึงอาจเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวิธีการเหล่านั้นมีประสิทธิภาพไม่มากก็น้อย
แต่ทว่ายังมีความเสี่ยงอยู่บ้างในเรื่องผลข้างเคียง การเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น
หรืออาจรักษาผิดวิธี อย่างไรก็ตาม วิธีการต่างๆ ที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้
ล้วนได้ผ่านการทดสอบมาแล้ว ทั้งโดยการใช้มายาวนาน บ้างก็มีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์
และผ่านการคัดกรองมาแล้วจากคณะแพทย์ที่ปรึกษาของหนังสือเล่มนี้ ที่สำคัญ
คุณควรสังเกตเครื่องหมาย “ระวัง” ในการรักษาตำรับต่างๆ ด้วย นอกจากนี้
มีบางสภาวะที่คุณจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังต่อไปนี้
·
เมื่อตั้งครรภ์
ห้ามกินสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือยาใดๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อกินเข้าไปปริมาณมาก
·
เมื่อกินยาชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่เป็นประจำ
หากคุณมียาที่แพทย์สั่งให้กินเป็นประจำ ก่อนกินสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
หรือยาชนิดใดๆ ที่แนะนำไว้ในหนังสือเล่มนี้ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณก่อนว่า
จะเกิดปฏิกิริยากับยาที่กินอยู่เป็นประจำหรือไม่ แต่คุณควรบอกแพทย์ให้ทราบเกี่ยวกับยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คุณกินพร้อมกัน
โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นโรคเรื้อรังอย่างโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ
·
เมื่อคุณรู้ตัวว่แพ้อาหารหรือยาชนิดใดอยู่
คนที่มีอาการแพ้อาหารหรือแพ้ยาจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ก่อนจะใช้ตำรับยาใดๆ
ก็ตาม ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าในยาสูตรนั้นไม่มีส่วนผสมที่เป็นสารก่ออาการแพ้ของคุณ
ไม่ว่ายาชนิดนั้นจะใช้กินหรือทาก็ตาม เป็นต้นว่า น้ำมันจากถั่วลิสง (arachis
oil) ซึ่งมักผสมอยู่ในครีมบำรุงผิวและยาระบาย
เนื่องจากเป็นน้ำมันบริสุทธิ์ที่สกัดจากถั่วลิสง ดังนั้นจึงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตถ้าใช้กับคนที่มีอาการแพ้ถั่วลิสงอยู่
นอกจากนี้คุณยังต้องระวังเมื่อจะกินยา อาหาร สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ที่ได้จากสัตว์หรือพืชในตระกูลเดียวกับสัตว์หรือพืชที่คุณแพ้
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายคือ ถ้าคุณแพ้กุ้ง ก็มีโอกาสที่จะแพ้ปูหรือล็อบสเตอร์ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเปลือกแข็งด้วยเหมือนกัน
และคนที่ไวต่อหญ้าแร็กวีด (ragweed)
ก็มักมีอาการแพ้เมื่อกินแตงโม คนที่แพ้เกสรของต้นเบิร์ชก็มักแพ้เปลือกแอปเปิล
หรือคนที่แพ้ดอกเบญจมาศ ดอกเก็กฮวยก็ไม่ควรใช้คาโมไมล์ เพราะเป็นพืชตระกูลเดียวกัน
·
เมื่อคุณมีปัญหาสุขภาพร้ายแรง
ควรอ่านในกรอบ “เมื่อใดควรพบแพทย์” ของแต่ละหัวข้อ
จุดประสงค์ของการรักษาตัวเองที่บ้านนั้นคือช่วยให้คุณรับมือกับอาการเจ็บป่วยประจำวันและส่งเสริมสุขภาพโดยรวม
แต่ไม่ได้ต้องการให้คุณละเลยอาการที่ร้ายแรงกว่านั้น
ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมจากแพทย์
·
เมื่อรักษาเด็กหรือทารก
สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยาประจำบ้านบางขนานไม่เหมาะสำหรับเด็กหรือทารก
นอกเสียจากว่าเป็นสูตรเฉพาะสำหรับเด็กเอง
ดังนั้นคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะลงมือรักษาเด็ก
และควรซื้อยาสำหรับเด็กคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะลงมือรักษาเด็ก และควรซื้อยาสำหรับเด็กโดยเฉพาะแทนที่จะนำยาของผู้ใหญ่มาใช้กับเด็ก
เช่น ใช้พาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก แทนที่จะใช้ชนิดเม็ดที่ผู้ใหญ่ใช้กัน
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
รักษาตามสามัญสำนึก
แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะมีวิธีการบำบัดรักษาโรคต่างๆ
อยู่มากมาย แต่สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ ต้องใช้วิจารณญาณทุกครั้งที่จะใช้วิธีการรักษาแบบพื้นบ้านบำบัด
รักษาโรคด้วยตนเอง
บางครั้งก็ต้องสังเกตด้วยว่าอาการที่เป็นอยู่จะเป็นสัญญาณของโรคที่ร้ายแรงกว่าหรือไม่
คลารา บ็อกเซอร์เป็นคนหนึ่งที่พลาดในเรื่องนี้ คลาราเป็นนักบัญชีวัย 50 ที่มักมีอาการ “วูบ” อยู่บ่อยๆ โดยมักเป็นตอนเช้าๆ เมื่อลูกจากที่นอน
คลาราอ่านพบจากอินเตอร์เน็ตว่าขิงใช้บรรเทาอาการวิงเวียนได้ดี
ดังนั้นเธอจึงไปซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาการขิงสกัดจากร้านขายยาใกล้บ้านมาใช้
และกินตลอด 2-3 สัปดาห์ต่อมา แต่แล้วในเช้าวันหนึ่ง
ขณะที่ยืนอาบน้ำฝักบัวอยู่ เธอก็หมดสติและล้มลงจนข้อมือหัก โชคดีที่คุณหมอในห้องฉุกเฉินสอบถามเธอว่า
อะไรทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ คลาราจึงได้รู้ว่า ขิงใช้ได้ดีเมื่อรักษาอาการวิงเวียนจากความสมดุลในหูถูกรบกวน
แต่คลารานั้นไม่ได้วิงเวียน ที่จริงแล้วอาการที่เธอมีคือ
ภาวะสูญเสียการทรงตัวเพราะความดันเลือดลดลงกระทันหัน ซึ่งอาจเกิดจากการกินยาลดความดันเลือดมากเกินไป
เมื่อแพทย์ประจำตัวของคลาราลดปริมาณยาที่ใช้ลดความดันเลือดของเธอลง
อาการวิงเวียนนั้นก็หายไป
อย่างไรก็ตาม
วิธีการรักษาแบบพื้นบ้านส่วนใหญ่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย
แต่บางครั้งเราก็ใช้มันอย่างผิดๆ หรือวินิจฉัยโรคด้วยตนเองทั้งที่จำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้ตรวจวินิจฉันอย่างเหมาะสม
แต่บางอาการคุณก็สามารถวินิจฉันและรักษาตัวเองที่บ้านได้ เป็นต้นว่า
คุณไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพอย่างละเอียดถ้าคุณแค่มีเลือดออกตามไรฟัน 2-3 วัน หรือแค่ปวดมวนท้องเป็นครั้งคราว แต่การจะระบุว่าอาการใดร้ายแรงหรือไม่นั้นบางครั้งก็บอกได้ยาก
ด้วยเหตุนี้
คุณจึงต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวคุณก่อนใช้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
และควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าคุณใช้ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นๆ
อยู่หรือไม่ ก่อนที่แพทย์จะสั่งยาให้มีหลายกรณีที่สารเสริมอาหารทำปฏิกิริยากับยาสามัญที่คุณใช้หรือเลือดแข็งตัว
อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการตกเลือดภายใน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)