วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ความจำมีปัญหา


·      โรคและอาการ
การหลงลืมเรื่องเล็กน้อย เช่น ลืมว่าวางกุญแจไว้ที่ไหนหรือลืมชื่อคน ตัวการสำคัญคืออายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นวิธีเก็บข้อมูลของสมองมีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดปัญหาในการจำ นอกจากนี้ปัญหาทางกาย เช่น ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ก็ส่งผลต่อความจำได้เช่นเดียวกัน รวมทั้งยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันเลือดสูง และยารักษาอาการวิตกกังวล โรคอัลไซเมอร์ก็ทำให้มีปัญหาเรื่องความจำเช่นกัน แต่อาการจะร้ายแรงกว่าความจำเสื่อมทั่วไป

ใช้กลิ่นช่วย
o   เชื่อว่าการสูดดมน้ำมันหอมสกัดจากโรสแมรี (rosemary) หรือเบซิล (basil) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสมองได้ มีการทดสอบคลื่นสมองแล้วพบว่า การสูดดมน้ำมันหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งที่กล่าวมานี้ช่วยให้สมองผลิตคลื่นเบต้ามากขึ้น ซึ่งหมายถึงการรับรู้ที่ชัดเจนกว่าเดิมด้วย เพียงแค่แตะน้ำมันหอมบนเส้นผม ข้อมือ หรือเสื้อผ้าของคุณ หรือเหยาะน้ำมันเล็กน้อยในเครื่องทำไอน้ำเพื่อให้กลิ่นลอยอวลในห้อง

พึ่งพากาแฟ
o   เครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนจะช่วยเสริมสมาธิระยะสั้นและอาจให้ประโยชน์ระยะยาวด้วย นักวิจัยที่คณะแพทย์ศาสตร์ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกสพบว่าผู้สูงอายุที่ดื่มกาแฟวันละ 3-4 ถ้วย มีแนวโน้มสูญเสียความจำน้อยกว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 1 ถ้วยหรือน้อยกว่า

เพิ่มออกซิเจน
o   กินแปะก๊วยสกัดวันละ 120 มก. แปะก๊วยช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่สมอง เซลล์สมองจึงได้รับออกซิเจนไปใช้ในการทำงานอย่างเต็มที่ ในเยอรมนีซึ่งมีหน่วยงานชื่อคณะกรรมาธิการ Commission E คอยศึกษาและรายงานประสิทธิภาพของสมุนไพรชนิดต่างๆ นั้น พบว่ามีการใช้แปะก๊วยสกัดเพื่อป้องกันการสูญเสียความจำและภาวะหลอดเลือดในสมองแตก/ตีบ ถ้าคุณมีสุขภาพสมบูรณ์ คุณอาจไม่เห็นประโยชน์ของแปะก๊วยชัดเจน แต่ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ สมุนไพรนี้อาจช่วยได้
o   อีกวิธีที่จะให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้นคือเคลื่อนไหวอยู่เสมอ มีหลักฐานระบุว่าการออกกำลังกายอาจช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในสมองด้วย การออกกำลังกายเป็นประจำโดยเฉพาะการเดินและปั่นจักรยานดีต่อสุขภาพและยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ซึ่งมีส่วนทำให้ความจำเสื่อมลม เช่น เบาหวาน หลอดเลือดในสมองแตก/ตีบ ความดันเลือดสูง

รักษาระดับน้ำตาลในเลือด
o   การวิจัยใหม่ๆ ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการที่ร่างกายไม่ดูดซึมกลูโคสและการสูญเสียความจำเนื่องจากอายุ อาหารที่ถูกย่อยจนกลายเป็นกลูโคส เป็นแหล่งพลังงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายรวมทั้งสมอง แต่คนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ที่เลยวัยหนุ่มสาวจะมีปัญหากับการลำเลียงกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ มีการวิจัยพบว่าการที่ร่างกายไม่ดูดซึมกลูโคส (ซึ่งไม่เกี่ยวกับโรคเบาหวาน) อาจทำให้ความจำระยะสั้นลดลงในวัยกลางคนขึ้นไป ปัญหานี้แก้ไขได้ด้วยการกินอาหารมื้อขนาดพอประมาณ โดยเน้นธัญพืชเส้นใยสูงและผักมากกว่าอาหารประเภทแป้งขัดขาว
o   เน้นไขมันดี เช่น น้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข้ง เมล็ดพืช อะโวคาโดและปลา ซึ่งช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่อุดตันหลอดเลือด
o   ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาน้ำตาลในเลือด

กินอย่างฉลาด
o   สมองคนเราประกอบด้วยน้ำถึง 85% คุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ภาวะขาดน้ำจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียซึ่งส่งผลต่อความจำได้
o   กินวิตามินบีให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งได้แก่ วิตามินบี6 บี12 ไนอะซิน และไทอะมิน วิตามินเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อสมอง และยังช่วยให้ร่างกายแปลงอาหารมาเป็นพลังความคิดความจำด้วย อาหารที่มีวิตามินบี6 สูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก ไข่ นม และกล้วยหอม ส่วนธัญพืชต่างๆ เนื้อสัตว์ ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช จมูกข้าวสาลี และอาหารเช้าธัญพืชเสริมวิตามินก็มีวิตามินบีอยู่ครบถ้วน
o   เมื่อเพิ่มของดีแล้ว ก็อย่าลืมลดของที่มีไขมันอิ่งตัวสูงด้วย เพราะนอกจากจะทำให้หลอดเลือดหัวใจอุดตันแล้ว ยังทำให้หลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงสมองอุดตันและสมองขาดออกซิเจนด้วย สิ่งที่อันตรายพอๆ กับไขมันอิ่มตัวก็คือพวกกรดไขมันแปรสภาพ ซึ่งมีในมาร์การีน และอาหารอบสำเร็จรูป เช่น บิสกิต เค้ก และของกินเล่นอื่นๆ
o   กินปลาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ปลาที่มีไขมัน เช่น แซลมอน แม็กเคอเรลเฮร์ริง และทูน่าสด มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนลิ่มจนไปอุดหลอดเลือดหัวใจ จึงดีต่อสมองของคุณเช่นกัน

เสริมวิตามิน
o   กินวิตามินรวมทุกวัน โดยต้องมีกรดโฟลิกและวิตามินบี12 ครบถ้วนตามที่ร่างกายผู้ใหญ่ต้องการในแต่ละวัน (ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับแต่ละวัน [DRI] สำหรับวิตามินบี12 คือ วันละ 2.4 ไมโครกรัม กรดโฟลิกวันละ 400 ไมโครกรัม) เพราะอาหารประจำวันไม่สามารถให้วิตามินเหล่านี้เพียงพอ และการขาดสารอาหารเหล่านี้อาจทำให้ความจำเสื่อมได้

ยิมนาสติกสมอง
การบริหารสมองดังวิธีต่อไปนี้ จะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพความจำของคุณได้

o   เสริมความจำวิธีที่ 1
ถ้าต้องการเพิ่มวงจรใหม่ในสมอง ใช้ “มือผิดข้าง” ทำกิจกรรมประจำวัน วันละหลายๆ ครั้ง เช่น ถ้าปกติคุณแปรงฟันด้วยมือขวาก็เปลี่ยนมาใช้มือซ้าย หรือถ้าคุณรูดซิปด้วยมือซ้ายก็เปลี่ยนมาใช้มือขวา สมองจะรู้ว่าคุณใช้มือผิดข้างเนื่องจากข้อมูลทางประสาทและการเคลื่อนไหวที่ได้รับจากมือข้างนั้น ความสับสนเช่นนี้จะกระตุ้นให้เกิดวงจรใหม่ในสมอง เพราะสมองพยายามที่จะจัดการกับกิจกรรมใหม่ตามข้อมูลที่ได้มา (ใช้วิธีน้ำกับกิจวัตรประจำวันที่ง่ายๆ และไม่มีอันตรายเท่านั้น คุณคงไม่อยากใช้สว่านด้วยมือข้างที่ไม่ถนัดหรอกนะ)

o   เสริมความจำวิธีที่ 2
เมื่อพยายามจำข้อมูลใดข้อมูลหนึ่ง ให้เชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยให้คุณจำได้ง่าย อาจเป็นวลี สูตร หรือคำคล้องจอง เช่น ถ้าคุณอยากจำว่าพยัญชนะไทยตัวใดบ้างมี่เป็นอักษรกลาง (มี 9 ตัว คือ ก จ ด ต บ ป อ ฎ ฏ) คุณอาจจำเป็นวลีว่า “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง ฎ ฏ” ก็ได้ เทคนิคเดียวกันนี้สามารถใช้ในกรณีอื่นๆ ด้วย เช่น การจำรายการสิ่งที่ต้องทำหรือของที่ต้องซื้อ อีกวิธีคือให้คุณเขียนรายการไว้กันลืมเสียเลย

o   เสริมความจำวิธีที่ 3
เทคนิคช่วยจำอีกอย่างหนึ่งซึ่งใช้ได้ดีกับการจำสิ่งที่ต้องทำคือ การผูกเป็นเรื่องสั้นๆ ยิ่งสนุกสนานเหลือเชื่อก็ยิ่งดี สมมติว่าวันนี้คุณต้องไปธนาคาร ห้องสมุด ร้านขายเนื้อ และแวะบ้านเพื่อนที่ชื่อบ๊อบ เพื่อคืนหนังสือ คุณอาจแต่งเรื่องว่า “เจ้าบึ้กบ๊อบคนขายเนื้อใช้ปืนปล้นธนาคารแล้วหนีไปซ่อนตัวในห้องสมุด”

ขจัดปัญหาด้วยเสียง
o   ลองฟังดนตรีบ่อยๆ หลายๆ แนว นักวิจัยพบว่าการฟังดนตรีทำให้สมาธิคุณดีขึ้นและช่วยให้คุณจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป ดนตรีบางประเภททำให้เซลล์ประสาทในสมองมีปฏิกิริยาเร็วขึ้น จังหวะยิ่งเร็ว สมองยิ่งตอบสนองมาก

ท้าทายสมองประลองความคิด
o   ถ้าคุณอยากกลับสมองจริงๆ ละก็ ลองหัดเล่นเครื่องดนตรีสักชิ้นไม่ว่าจะเป็นกลองหรือเปียโน การหัดเล่นจะช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว และช่วยปรับความสามารถของสมองในการวิเคราะห์และเพ่งสมาธิให้ดีขึ้น
o   ให้สมองทำงานเรื่อยๆ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่าผู้ที่มีความสามารถทางการศึกษาและภาษามากที่สุดมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อยที่สุด ทว่าสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการเรียนรู้จากตำรับตำราสมัยที่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษา แต่อยู่ที่ว่าคุณออกกำลังสมองมากน้อยแค่ไหน การเล่นปริศนาอักษรไขว้ เรียนรู้ภาษาที่สอง หรือเล่นสแครบเบิล ล้วนช่วยบริหารสมอง

ควบคุมความเครียด
o   หาวิธีลดความเครียด คนที่ตึงเครียดจะมีระดับฮอร์โมนความเครียดในตัวสูง นานๆ ไปฮอร์โมนเหล่านี้อาจส่งผลต่อสมองส่วนที่เรียกว่าฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความจำ คุณไม่ถึงกับต้องทำสมาธิหรอก แค่ทำอะไรที่ง่ายๆ และสนุกเพลิดเพลิน เช่น นอนไกวเปลญวณ หรือเล่นวาดรูปด้วยปลายนิ้วมือกับลูกๆ หลานๆ ก็พอแล้ว
o   ลองกินโสมไซบีเรีย ซึ่งช่วยปกป้องร่างกายจากผลของความเครียด และอาจช่วยทำให้สมองตื่นตัวมากขึ้นด้วย กินโสมสกัดแบบทิงเจอร์ (อัตราส่วน 1:3 ในแอลกอฮอล์ 25%) 10-20 หยดผสมน้ำวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร หรือกินแบบแคปซูลขนาด 50 มก. พร้อมน้ำเปล่าวันละไม่เกิน 6 แคปซูล อย่ากินเกินกว่าคราวละ 1 เดือน ทิ้งช่วงให้ร่างกายหยุดพักสัก 2 เดือนก่อนจะเริ่มกินใหม่

อาหารโปรดของช้าง
o   ใบบัวบกซึ่งเป็นพืชที่ช้างโปรดปรานถูกนำมาใช้ในการเพิ่มความเฉียบคมให้สมองนานนับพันปีแล้ว มีการวิจัยบางชิ้นที่สนับสนุนการใช้สมุนไพรนี้ในการเสริมความจำ อาจกินแบบแคปซูลขนาด 300 มก. ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 2 ครั้งพร้อมอาหาร

เมื่อใดควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์ถ้ารู้สึกว่าความจำคุณแย่ลงไปมากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ถ้าจำสิ่งที่เคยทำบ่อยๆ ไม่ได้หรือจำไม่ได้ว่าจะไปยังที่ที่คุ้นเคยได้อย่างไร ควรพบแพทย์โดยด่วน กรณีที่ลืมวิธีทำกิจกรรมใดก็ตามที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน เช่น การทำอาหาร ก็ควรพบแพทย์เช่นกัน



วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คลื่นไส้อาเจียน


·  โรคและอาการ
อาการคลื่นไส้เกิดขึ้นเมื่อศูนย์สั่งการความรู้สึกคลื่นไส้บริเวณก้านสมองถูกกระตุ้นให้ทำงาน อาการนี้อาจเกิดจากเมารถ และหวัดลงลำไส้ บางครั้งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่ออาหารที่คุณกินเข้าไป นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการกระทบกระเทือนที่สมอง หัวใจพิบัติ มะเร็งบางชนิด และการได้รับเคมีบำบัด หรือแม้แต่ยาบางชนิดไม่ว่าจะยาที่แพทย์สั่งหรือยาทั่วไป ก็ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ได้เช่นกัน

ชาร้อนๆ สักถ้วย
o   ตำรับยารักษาอาการคลื่นไส้ที่เก่าแก่ที่สุดและอาจดีที่สุดด้วยคือขิง มีการพิสูจน์แล้วว่าขิงช่วยทำให้อาการคลื่นไส้หรือเมารถเมาเรือทุเลาลงได้ ลองดื่มชาขิงอุ่นๆ สักถ้วยสิ แล้วอาการจะดีขึ้น คุณจะใช้ชาขิงแบบซองสำเร็จหรือทำเองก็ได้ ปอกเปลือกขิงสดสักชิ้นแล้วสับหรือขูดส่วนที่เป็นเนื้อสีเหลืองๆ จนได้ประมาณ 1 ช้อนชาพูน ใส่ขิงสับลงในถ้วยแล้วเติมน้ำร้อนเดือดลงไป ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ดื่มขณะยังร้อนหรือจะรอให้อุ่นสักหน่อยก็ได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือคุณอาจจะลองขิงแช่อิ่มสักชิ้น หรือขิงที่ผลิตในรูปยาเม็ดดูก็ได้
o   รองจากขิงคือเป็ปเปอร์มิ้นท์ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับสะระแหน่ สมุนไพรชนิดนี้มีผลดีต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ชาเป็ปเปอร์มินต์มีอยู่หลายยี่ห้อ และมีวางขายทั้งในรูปแบบซองสำเร็จและแบบใบชา เมื่อใดที่คุณรู้สึกผะอืดผะอมให้ลองดื่มชาเป็ปเปอร์มินต์สักถ้วย ถ้าไม่มีชาเป็ปเปอร์มินต์คุณอาจเคี้ยวใบสะระแหน่สดๆ แทนก็ได้

จิบอะไรหวานๆ
o   น้ำตาลเข้มข้นช่วยทำให้กระเพาะอาหารที่ปั่นป่วนสงบลงได้ ดังนั้นเมื่อมีอาการคลื่นไส้ คุณอาจจิบน้ำเชื่อมสำหรับผสมเครื่องดื่ม ซึ่งมักจะมีขายในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป หรือจิบน้ำผึ้งซักช้อนก็ดี
o   ผสมน้ำเชื่อมแก้อาการคลื่นไส้ไว้ใช้เอง ใส่น้ำตาลทรายขาว ½ ถ้วยและ น้ำเปล่า ¼ ถ้วยในหม้อหรือกะทะที่มีด้ามจับแบบยาว นำไปต้มโดยใช้ไฟปานกลาง คนไปเรื่อยๆ จนได้น้ำเชื่อมใส ทิ้งไว้จนเย็นที่อุณหภูมิห้องแล้วจึงกิน 1-2 ช้อนโต๊ะ
o   น้ำอัดลมก็ช่วยได้เช่นกัน เมื่อมีอาการคลื่นไส้คุณอาจเปิดโคล่าสัก 1 ขวด คนจนหายเป็นฟอง แล้วจึงดื่มที่อุณหภูมิห้อง น้ำอัดลมชนิดอื่นๆ เซเว่นอัพ สไปรส์ จินเจอร์เอล ที่ไล่ฟองออกหมดแล้วดื่มที่อุณหภูมิห้องก็ใช้ได้ บางคนจะเติมเกลือลงไปด้วยเล็กน้อย

อยู่นิ่งๆ
o   เมื่อรู้สึกคลื่นไส้ให้นอนนิ่งๆ การเคลื่อนไหวไปมาเป็นการรบกวนกลไกควบคุมความสมดุลของร่างกายที่อยู่ในหูชั้นกลาง ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ยิ่งขึ้นและตามด้วยการอาเจียน ขณะที่คุณนอนอยู่ให้วางผ้าชุบน้ำเย็นๆ ไว้บนหน้าผาก แล้วเพ่งสมาธิไปที่การหายใจเข้าออกแทนกระเพาะที่กำลังปั่นป่วนของคุณ

กดจุดบรรเทาอาการ
o   ลองกดจุดรักษาอาการคลื่นไส้ โดยวางนิ้วหัวแม่มือขวาตรงปลายแขนซ้ายด้านใน ห่างจากข้อมือประมาณความกว้าง 2 นิ้วหัวแม่มือ กดไว้แน่นๆ ราว 1 นาที จากนั้นเลื่อนนิ้วหัวแม่มือเข้าไปใกล้ข้อมืออีกเล็กน้อยแล้วกดจุดอีกประมาณ 1 นาที เสร็จแล้วสลับแขน

สงบได้ด้วยคาร์โบไฮเดรต
o   ถ้าคุณหิว (แม้จะยังผะอืดผะอมอยู่) และคิดว่าคนไหว ลองกินขนมปังปิ้งหรือแครกเกอร์สัก 2-3 ชิ้นซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตสูง เมื่อกระเพาะของคุณเริ่มดีขึ้นค่อยเพิ่มโปรตีนเบาๆ เช่น อกไก่นึ่ง อย่ากินอะไรที่มีไขมันจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว

ชดเชยสิ่งที่สูญเสีย
ถ้าความรู้สึกคลื่นไส้ส่งผลให้อาเจียนออกมา คุณอาจสูญเสียเกลือแร่และน้ำในร่างกายไปมาก ดังนั้นจึงต้องชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เพื่อให้ฟื้นตัวและเลี่ยงอาการขาดน้ำ วิธีหนึ่งคือทำเครื่องดื่มเกลือแร่โดยใช้น้ำตาล 8 ช้อนชา เกลือ 1 ช้อนชา ลายลายในน้ำเปล่า 1 ลิตร คุณควรเริ่มจิบทีละนิดก่อน แล้วจึงเพิ่มปริมาณขึ้นเมื่อท้องคุณเริ่มดีขึ้นแล้ว นอกจากนี้เครื่องดื่มชูกำลังหรือเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาที่วางขายทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน

 เมื่อใดควรพบแพทย์
ถ้าคุณรู้สึกผะอืดผะอมมาหลายวันแล้ว หรืออาเจียนอย่างหนัก อาเจียนเป็นเลือดหรือกินอะไรก็ขย้อนออกมา ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย กรณีที่คุณหกล้มอย่างแรงหรือถูกกระแทกอย่างแรงที่ศีรษะแล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียนก็ควรพบแพทย์เช่นกัน บางครั้งอาการหัวใจกำเริบ ก็มีอาการคลื่นไส้ด้วย ดังนั้นต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีถ้าคุณรู้สึกคลื่นไส้พร้อมกับปวดเค้นอกกะทันหัน


วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไข้ขึ้น



โรคและอาการ
อาการเป็นไข้ตัวรอนมักเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู้เชื้อโรค เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวกำลังต่อสู้กับเชื้อโรคที่มองไม่เห็น มันจะปล่อยสารเคมีซึ่งทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพื่อให้ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย สำหรับผู้ใหญ่หากอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ก็ถือว่าเป็นไข้แล้ว ส่วนผู้สูงอายุและเด็ก หากตัวร้อนแต่ไม่ถึง 38.5 องศาเซลเซียส ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ เว้นแต่ไม่สบายตัวเพราะมีเหงื่อออก หนาวสั่นหรือทั้งสองอย่าง สำหรับทารกแรกเกิดและเด็กที่ยังเล็กมาก แม้มีไข้เล็กน้อยก็ต้องรีบรักษาโดยเร็ว

เย็นกายเย็นใจ
o   แช่น้ำอุ่นนิดๆ ซึ่งจะค่อนข้างเย็นสำหรับร่างกายคนเป็นไข้แต่จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายลดลง แต่อย่าใช้วิธีลดไข้ปุบปับด้วยการแช่น้ำเย็น เพราะจะทำให้เลือดพุ่งไปที่อวัยวะภายในเพื่อปกป้องอวัยวะจากความเย็น ส่งผลให้ภายในร่างกายคุณยิ่งร้อนขึ้นแทนที่จะเย็นลง
o   แช่น้ำพร้อมกับถูกตัวด้วยฟองน้ำเย็นๆ โดยเฉพาะจุดที่ร้อนเป็นพิเศษ เช่น รักแร้และขาหนีบ เมื่อน้ำระเหยก็จะทำให้บริเวณเหล่านี้เย็นลง
o   นอกเหนือจากแช่น้ำ คุณยังสามารถลดความร้อนของร่างกายโดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นบิดหมาดๆ วางบนหน้าผากกับประคบต้นคอ

ขับร้อนออกทางเหงื่อ
o   สมุนไพรอย่างบอระเพ็ดแม้จะมีรสขมแต่มีฤทธิ์ลดไข้อย่างอ่อน โดยช่วยเปิดรูขุมขน กระตุ้นให้เหงื่อออก และแก้กระหายน้ำ ใช้เถาพอระเพ็ด 30-40 กรัม ต้มกับน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น
o   ชาวตะวันตกใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อคือ เอลเดอร์ฟลาวเวอร์ (elderflower) ซึ่งมีประโยชน์ต่อคนเป็นหวัดและไข้หวัดใหญ่คือ ช่วยลดน้ำมูก ทำชาเอลเดอร์ฟลาวเวอร์โดยใช้ดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ 2 ช้อนชา ชงในน้ำร้อน 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างกรองกากออก ดื่มได้วันละ 3-5 ครั้ง จนกว่าไข้จะลด
o   ดื่มน้ำขิงร้อนๆ ก็ลดไข้ได้ดีเช่นกัน แช่ขิงขูดครึ่งช้อนชาในน้ำเดือด ทิ้งไว้สักครู่แล้วกรองขิงออกก่อนดื่ม

ร้อนต้านร้อน
o   ใส่พริกขี้หนูในอาหารที่คุณกิน ในพริกขี้หนูมีแคปเซอิซิน (capsaicin) ซึ่งเป็นสารให้รสชาติเผ็ดร้อนจะช่วยขับเหงื่อและทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

คลายร้อนด้วยถุงเท้า
o   การลดไข้ถุงเท้าเปียกก็เป็นอีกวิธีที่ใช้กันมานาน ก่อนอื่นให้แช่เท้าในน้ำค่อนข้างร้อนเพื่อให้เท้าอุ่น จากนั้นแช่ถุงเท้าผ้าฝ้ายบางๆ ในน้ำเย็น บิดหมาดๆ แล้วนำมาสวม สวมถุงเท้าหนาทับอีกชั้นก่อนเข้านอน ถุงเท้าที่เปียกจะดึงให้เลือดไหลเวียนมาที่เท้า เป็นการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดแบบฉับพลัน และช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้ถ้าห้องนอนของคุณอากาศหนาวเย็น
o   การกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนมาที่เท้าอาจใช้วิธีแช่เท้าในมัสตาร์ดก็ได้ เพราะมัสตาร์ดมีรสชาติเผ็ดร้อนกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นได้ วิธีคือ ใช้ผงมัสตาร์ด 2 ช้อนชา ผสมน้ำค่อนข้างร้อนในกะละมัง แล้วแช่เท้าไว้สักพัก ถ้าหามัสตาร์ดไม่ได้ อาจใช้ผงพริกแทน แต่อาจจะแสบผิวบ้างเล็กน้อย

ห่อตัวด้วยผ้าเปียก
o   ตำรับลดไข้ที่เก่าแก่คือ แช่ผ้าห่มในน้ำเย็นแล้วเอามาห่อตัว แต่แพทย์แผนปัจจุบันไม่แนะนำให้คุณลดอุณหภูมิร่างกายแบบปุบปับ ดังนั้นคุณอาจแช่ผ้าในน้ำอุ่นนิดๆ ไม่ถึงกับเย็น แล้วใช้ผ้านวมหรือผ้าขนหนูผืนใหญ่ห่อตัวอีกชั้น แล้วนอนอยู่อย่างนั้นสัก 15 นาทีจนผ้าห่มเริ่มแห้ง

เติมน้ำให้ร่างกาย
o   เมื่อเป็นไข้ร่างกายจะขาดน้ำได้ง่ายมาก ควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว ให้มากพอทำให้ปัสสาวะของคุณมีสีจาง หรืออาจดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ ซึ่งนอกจากให้น้ำแล้วยังชดเชยเกลือแร่ให้ร่างกายได้อีกทางหนึ่งด้วย
o   น้ำส้มคั้นและน้ำผลไม้อื่นๆ ที่มีวิตามินซีสูงก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานการติดเชื้อได้ดีขึ้น
o   องุ่นแช่เย็นช่วยเติมน้ำให้กับร่างกาย แถมยังทำให้รู้สึกเย็นสบายดีด้วย

เมื่อใดควรพบแพทย์
        ควรพบแพทย์ถ้าคุณตัวร้อนเกิน 39.5 องศาเซลเซียส หรือ 38.5 องศาเซลเซียส แต่เป็น 3 วันแล้วไข้ยังไม่ลด ถ้ามีไข้และปวดคอ ปวดหัวรุนแรง หรือมีผื่นแดงที่ใช้แก้ววางทับแล้วเม็ดผื่นไม่จางไป ต้องรีบพบแพทย์ทันที อาการอื่นที่ต้องพบแพทย์คือ ง่วงมาก หายใจไม่ทัน แสบเมื่อปัสสาวะ มีรอยแดงใกล้แผล หรือไวต่อแสงมาก ถ้าเด็กทารกอายุไม่ถึง 6 เดือน เป็นไข้ต้องรีบพบแพทย์ทันที


วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขากระตุก

โรคและอาการ
ชื่อโรคขากระตุก (Restless Legs Sydrome) หรือ RLS นี้อธิบายอาการของโรคได้ค่อนข้างดี แต่ฟังแล้วไม่บ่งบอกว่าโรคนี้เป็นแล้วทุกข์ทรมานมากเพียงใด เมื่อคุณล้มตัวลงนอนหรือพักผ่อน คุณจะเริ่มรู้สึกเหมือนมีอะไร “ไต่ยั้วเยี้ย” อยู่ในขา วิธีที่จะหยุดอาการได้คือ การขยับขาหรือเดิน คนสูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่หลังส่วนล่างมีปัญหามักเสี่ยงต่อโรคนี้ สาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัด แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงทุกกลุ่มมีภาวะแมกนีเซียมต่ำ อาการของโรคยังโยงไปถึงการบริโภคน้ำตาล คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาบางชนิด

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
o   ในแต่ละวันให้คุณกินแคลเซียม 800 มก. และแมกนีเซียม 400 มก. (ผู้รักษาโรคโดยไม่ใช้ยาแนะนำให้เริ่มกินในปริมาณต่ำๆ ดังนั้นเริ่มแรกให้กินแคลเซียม 500 มก. และแมกนีเซียม 250 มก. ก่อน แต่ต้องจำไว้ว่า แร่ธาตุ 2 ชนิดนี้ต้องกินในอัตราส่วน 2:1 เสมอ) และกินโพแทสเซียมอีก 800 มก. หากขาดแร่ธาตุเหล่านี้ชนิดใดชนิดหนึ่งจะทำให้ขากระตุกยิ่งขึ้น
o   ดื่มน้ำแร่ที่มีแมกนีเซียมมาก ปริมาณแมกนีเซียมในน้ำแร่ที่เหมาะสมที่สุดคือ 100 มก. ต่อน้ำ 1 ลิตร
o   กินวิตามินบี กรดโฟลิก (หรือเรียกอีกอย่างว่า โฟเลต) ให้มากขึ้น กรดโฟลิกช่วยเสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้นซึ่งมีประโยชน์มาก เพราะโรคขากระตุกนี้ทำให้ออกซิเจนในเลือดน้อยลง อาหารที่มีกรดโฟลิกมาก ได้แก่ ผักใบเขียว น้ำส้มคั้น ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีอยู่ในวิตามินรวมทั่วไป
o   กินอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก เช่น ผักใบเขียว ตับ จมูกข้าวสาลี ถั่วแดง และเนื้อไม่ติดมัน เหล็กเป็นส่วนประกอบหนึ่งของโมเลกุลไมโอโกลบิน (myoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เก็บกักออกซิเจนไว้ในกล้ามเนื้อ และนำมาใช้ในยามที่ต้องการ ถ้าไม่มีธาตุเหล็ก ไมโอโกลบินก็ไม่มีออกซิเจนเพียงพอ จะเกิดปัญหาต่อกล้ามเนื้อได้

ยืดขาที่บ้าน
o   เมื่อคุณรู้สึกว่าขาจะกระตุก ให้นวดขาให้ทั่ว หรือเหยียดขาออกไปให้สุด จนปลายหัวแม่เท้าเหยียดตรง วิธีนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังสมองให้สามารถเอาชนะความรู้สึกซ่าๆ แบบแปลกๆ ของโรคขากระตุกได้ แต่ต้องหยุดทำถ้าเป็นตะคริว เพราะตะคริวเป็นอาการบ่งชี้ว่ามีการขาดแมกนีเซียม ซึ่งการเหยียดขาไม่ช่วยให้ดีขึ้น
o   นั่งริมขอบเตียง นวดขยำน่องแรงๆ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อระดับลึกลงไป
o   ถ้าทำแล้วยังไม่หยุดกระตุก ให้ลุกขึ้นเดินเล่นรอบบ้านหรือรอบๆ ห้องนอน ก้าวขายาวๆ และดัดขา เพื่อยึดกล้ามเนื้อ

ก่อนเข้านอน
o   นั่งแช่ในอ่างน้ำร้อนประมาณ 10-15 นาทีก่อนเข้านอน
o   หรือใช้ความร้อนและความเย็นร่วมกันโดยจุ่มขาลงในน้ำร้อนสัก 2 นาที จากนั้นนำแผ่นประคบเย็นมาประคบที่ขานาน 1 นาที ทำสลับกันเช่นนี้หลายๆ รอบก่อนเข้านอน

ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
o   หลังจากเข้านอนแล้ว ทำกายบริหารด้วยท่าที่เรียกว่า การผ่อนคลายกล้ามเนื้อน่องอย่างต่อเนื่อง หายใจเข้า-ออกลึกๆ สัก 2-3 นาที จากนั้นเกร็งกล้ามเนื้อที่เท้า เกร็งไว้เช่นนั้นสัก 2-3 วินาทีแล้วจึงผ่อนคลาย ต่อไปเกร็งกล้ามเนื้อน้อง ทำเช่นเดียวกันนี้ที่ต้นขา เกร็งและผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกายขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงกล้ามเนื้อคอและใบหน้า เมื่อทำครบหมดแล้ว คุณจะรู้สึกผ่อนคลายทั้งตัว

โฮมิโอพาธี
o   แพทย์ที่รักษาด้วยวิธีโฮมิโอพาธีแนะนำให้ใช้สารละลายคอสติคุม (Causticum) 12c เพื่อบรรเทาอาการขากระตุกในช่วงกลางคืน
o   อีกวิธีหนึ่งคือ ใช้สารละลายทาเรนทูลา ฮิสปานิคา (Tarentula hispanica) 12c วันละ 3 ครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น

ป้องกันไว้ก่อน
o   ตอนเย็น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน ซึ่งจะกระตุ้นกล้ามเนื้อและประสาทขาของคุณ
o   ผลการศึกษาพบว่า คนสูบบุหรี่มีแนวโน้มเป็นโรคขากระตุกมากกว่าคนที่ไม่สูบ ดังนั้น เลิกสูบบุหรี่เสีย
o   หลีกเลี่ยงยารักษาโรคหวัดและไซนัส ซึ่งจะทำให้อาการของโรคขากระตุกยิ่งแย่ลง

เมื่อใดควรพบแพทย์
ถ้าอาการขากระตุกรุนแรงมากจนถึงกับทำให้นอนไม่ได้ หรือรบกวนการทำงานหรือชีวิตประจำวันของคุณ และรักษาด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ แพทย์อาจสั่งยาบางชนิดที่ทำให้ขาสงบลงได้ ถ้าเพิ่งมีอาการขากระตุกเป็นครั้งแรก ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น เบาหวาน โรคไต หรือโรคพาร์คินสัน



วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข้ออักเสบ

·    โรคและอาการ
        ข้ออักเสบมีมากกว่า 100 ประเภท ที่พบบ่อยที่สุดคือข้อเสื่อม อาการคือข้ออักเสบ ปวด บวม และเคลื่อนไหวลำบาก อาการปวดเกิดจากการบาดเจ็บและเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน ซึ่งเป็นคล้ายวัสดุรองรับแรงกระแทกอยู่ในข้อ เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมสลายไป ช่องว่างระหว่างข้อแคบลง กระดูกจะเสียดสีและบดทับกันเอง ข้อเสื่อมเกิดขึ้นได้ทุกช่วงอายุ แต่พบบ่อยเมื่ออายุเกิน 45 ปี มักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ข้ออักเสบประเภทอื่นๆ ที่พบบ่อยคือ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ และข้ออักเสบจากโรคสะเก็ดเงิน

ยาบรรเทาปวด
o   ควรเสริมกลูโคซามีน (glucosamine) และคอนดรอยตินซัลเฟต (chondroitin sulphate) เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อและโรคข้อเสื่อม มีข้อมูลยืนยันว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 2 ชนิดนี้ใช้ได้ผลดีกับโรคข้ออักเสบเล็กน้อยถึงปานกลาง คุณควรกินตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัดและอย่าใจร้อน เพราะต้องรออย่างน้อย 1 เดือน จึงเริ่มรู้สึกดีขึ้น และได้ผลบรรเทาอาการหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์นี้ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
o   กินขิงผงวันละ ½ ช้อนชา หรือขิงสดวันละ 35 กรัม (ราว 6 ช้อนชา) มีงานวิจัยพบว่าเหง้าขิงสามารถบรรเทาอาการอักเสบและปวดข้อ เพราะเพิ่มการไหลเวียนเลือด และยังยับยั้งการสร้างสารเคมีในร่างกายที่ทำให้อักเสบ
o   กิน SAM-e (S-adenosylmethionine) วันละ 400 มก. SAM-e เป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการปวดจากโรคข้ออักเสบด้วยการเพิ่มระดับสารโปรทีโอไกลแคน (proteoglycan) ในเลือด โปรทีโอไกลแคนมีบทบาทสำคัญในการปกป้องกระดูกอ่อน โดยรักษาสภาพกระดูกอ่อนและเพิ่มปริมาณออกซิเจนในข้อ มีงานวิจัยพบว่า SAM-e มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการปวดจากข้ออักเสบได้เท่ากับยาไอบูโพรเฟน
ถ้าคุณใช้ SAM-e วันละ 800 มก. แล้วอาการดีขึ้น เมื่อใช้ครบ 2 สัปดาห์ ให้ลดปริมาณลงเหลือวันละ 400 มก. SAM-e มีผลข้างเคียงเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร คือ จุกเสียดท้องและคลื่นไส้ แต่สามารถใช้ร่วมกับยาชนิดต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามผู้ที่กินยารักษาโรคซึมเศร้าสลับเริงร่าง หรือโรคพาร์คินสัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

บำบัดด้วยความร้อนและความเย็น
o   ประคบร้อนบริเวณข้อที่ปวดช่วยบรรเทาปวดได้ดี โดยอาจใช้ถุงน้ำร้อน ผ้าชุบน้ำร้อน หรือผ้าห่มไฟฟ้าประคบข้อที่มีอาการปวด 20 นาที การอาบน้ำอุ่นก็ช่วยได้เช่นกัน
o   บำบัดด้วยความเย็น ความเย็นจะช่วยลดอักเสบ ใช้ผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งพันไว้รอบข้อที่อักเสบ หรืออาจใช้กระป๋องเครื่องดื่มแช่เย็นแทนก็ได้

สวมถุงมือก่อนนอน
o   ถ้ามีอาการข้อนิ้วมือติดขัดและบวมตอนเช้า ให้สวมถุงมือที่แน่นพอดีก่อนเข้านอน ถุงมือจะช่วยป้องกันอาการบวมได้ดี แต่ถ้าสวมถุงมือเข้านอนแล้วอาการเลวลง ควรหยุดใช้วิธีนี้

หล่อลื่นข้อที่ปวดบวม
o   กินปลาที่มีไขมันมากเพิ่มขึ้น เช่น ปลาแม็กเคอเรล ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ในไขมันปลาเหล่านี้มีกรดไขมันโอเมกา-3 ขนาด 2,000 มก. วันละ 3 ครั้งพร้อมอาหาร ผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือด หรือมีคอเลสเตอรอลสูง หรือเป็นเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินน้ำมันปลา
o   คุณอาจกินน้ำมันปอ (flaxseed oil) หรือน้ำมันเมล็ดลินินแทนน้ำมันปลาเพราะมีโอเมก้า-3 เหมือนกัน โดยกินวันละ 1 ช้อนโต๊ะ อาจกินแต่น้ำมันปออย่างเดียว หรือผสมกับน้ำส้มหรือใช้ทำน้ำสลัดก็ได้
o   ถ้าคุณชอบถั่วเปลือกแข็ง ก็ตามใจตัวเองได้เต็มที่ เพราะในถั่วมีกรดไขมันจำเป็นอยู่เช่นกัน

นวดบรรเทาปวด
o   หยดน้ำมันยูคาลิปตัส 2-3 หยดลงบนผิวแล้วนวด ช่วยบรรเทาปวดได้ดี แต่ไม่ควรนวดน้ำมันแล้วประคบร้อน เพราะอาจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนและระคายเคืองผิว
o   แคปเซอิซิน (capsaicin) เป็นสารให้รสเผ็ดร้อนในพริกที่มีการนำมาใช้เป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์รักษาอาการปวดข้อ แคปเซอิซินออกฤทธิ์รบกวนการทำงานของเส้นประสาท ทั้งนี้เพราะสามารถลดปริมาณสารพี (substance P) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท ที่นำความเจ็บปวดจากเส้นประสาทส่วนปลายไปยังสมอง จึงบรรเทาอาการปวดข้อ ปัจจุบันมีครีมหรือขี้ผึ้งหลายชนิดที่ระบุว่ามีส่วนผสมจากพริก คุณสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา หรือร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังหาซื้อได้ทางอินเตอร์เน็ต

เคลื่อนไหวข้อที่ปวดอยู่เสมอ
o   การออกกำลังเบาๆ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน หรือโยคะ ช่วยบรรเทาอาการปวดและข้อติด ถ้ามีอาการอักเสบที่ข้อเท้า หรือสะโพก ควรใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเดินหรือใช้ในระยะแรกเพื่อป้องกันข้อบาดเจ็บ หาข้ออักเสบและบวม ควรหยุดออกกำลังกายอย่างน้อย 1 วัน
o   ปรึกษาแพทยืหรือนักกายภาพบำบัดเรื่องการยกน้ำหนักฝึกกล้ามเนื้อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะช่วยพยุงและรองรับแรงกระแทกบริเวณข้อ

วัดความยาวขา
o   ผู้ที่มีอาการข้อสะโพกหรือข้อเข่าอักเสบควรให้แพทย์วัดความยาวขาทั้งสองข้าง ผู้ป่วยข้ออักเสบกลุ่มนี้ราว 1 ใน 5 มีขาข้างหนึ่งยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง ซึ่งอาจต้องขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อหาผู้เชี่ยวชาญมาตัดรองเท้าให้โดยเฉพาะ

ฟังพยากรณ์อากาศ
o   อากาศเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ข้ออักเสบอาการกำเริบ เนื่องจากภาวะที่อากาศมีความชื้นเพิ่มขึ้นและความกดอากาศลดลงอย่างรวดเร็วมีผลต่อการไหลเวียนเลือดบริเวณข้อที่อักเสบ หากพยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีพายุ ควรเตรียมตัวโดยเปิดเครื่องดูดความชื้นไว้ล่วงหน้า

ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า
o   การควบคุมน้ำหนักตัว ให้เหมาะสมช่วยป้องกันข้อเข่าเสื่อมได้ ไม่ว่าน้ำหนักปัจจุบันของคุณจะเป็นเท่าใดก็ตาม การลดน้ำหนักลง 5 กก. และคงไว้อย่างน้อย 10 ปี ช่วยลดโอกาสเป็นโรคข้อเข้าอักเสบได้
o   ผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นประจำ ควรเปลี่ยนเส้นทางเดินทุกวัน การเดินบนพื้นผิวหลายประเภทช่วยป้องกันการบาดเจ็บซ้ำบริเวณข้อเดิม ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการเดินบนเส้นทางเดิม
o   เลือกรองเท้าใส่เดิน ที่ถูกหลักสรีรวิทยา โดยต้องมีพื้นหนานุ่มบริเวณส้นเท้าเพื่อช่วยลดแรงกระแทกบริเวณเท้า ข้อเท้า ขา เข่า และข้อสะโพก พื้นรองเท้าที่แบนราบจะป้องกันข้อเข่าได้ดีที่สุด
o   งานวิจัยล่าสุดพบว่าวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดข้อเสื่อมและชะลออาการของโรคได้ เพราะจะป้องกันกระดูกเสื่อมจากการทำลายของอนุมูลอิสระ ควรกินวิตามินซีวันละ 500 มก.
o   กินแร่ธาตุสังกะสีเป็นสารเสริมอาหาร จากการศึกษาระยะยาวกับผู้หญิงเกือบ 30,000 คนพบว่า สังกะสีช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยควรกินพร้อมอาการวันละไม่เกิน 15 มก. เพราะหากกินมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ข้ออักเสบรูมาตอยด์
ข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดรุนแรง ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อตนเอง นอกจากข้ออักเสบ ปวดและบวมแล้ว โรคนี้ยังทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เลือดไหลเวียนไม่ดีโลหิตจาง และอาการทางตา อย่างไรก็ตาม คุณสามารถดูแลตัวเองได้ดังต่อไปนี้
o   บันทึกรายการอาการทุกชนิดที่กินตลอดวัน จะได้ทราบว่าอาหารชนิดใดทำให้อาการกำเริบ อาหารบางชนิด เช่น ข้าวสาลี ผลิตภัณฑ์นม ผลไม้ตระกูลส้มและมะนาว ไข่ และมะเขือเทศ อาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบในร่างกายยิ่งขึ้นจนผิดปกติ
o   ลองกินอาหารมังสวิรัติภายใต้การดูแลของแพทย์ จากการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ใช้ระยะเวลา 1 ปี พบว่าเมื่อกินอาหารมังสวิรัติร่วมกับงดอาหารจำพวกไข่กูเตน (โปรตีนชนิดหนึ่งในข้าวสาลี) คาเฟอีน แอลกอฮอล์ เกลือ น้ำตาลฟอกขาว และนม ช่วยลดอาการปวดบวมข้อหลังจากเริ่มกินเพียง 1 เดือน หลังจากนั้น 1-3 เดือน ก็ยังสามารถกินนมได้ โดยไม่มีผลข้างเคียง
o   งานวิจัยพบว่ากรดแกมมาลิโนเลนิกหรือจีแอลเอ (gamma-linolenic : GLA) บรรเทาอาการอักเสบและปวดจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาหารที่มีสารนี้คือ น้ำมันบอเรจ (borage seed oil) น้ำมันแบล็กเคอแรนต์ (blackcurrant oil) และน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส การศึกษาล่าสุดพบว่า เสริมกรดแกมมาลิโนเลนิกอย่างน้อยวันละ 1.4 กรัม จะได้ผลสูงสุด แต่ผลิตภัณฑ์ที่ขายทั่วไปแนะนำให้กินไม่เกินวันละ 0.24 กรัม ดังนั้นหากจะกินวันละ 1.4 กรัม ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
o   แพทย์บางคนเชื่อว่าการอดอาหารช่วงสั้นๆ (1-2 วัน) ช่วยบรรเทาอาการปวดจากข้ออักเสบรูมาตอยด์ ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การอดอาหารทำให้ระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำงานเกินปกติต้องหยุดพัก อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ก่อนทดลองใช้วิธีนี้โดยเฉพาะผู้ที่ต้องกินยาเป็นประจำ

เมื่อใดควรพบแพทย์
        หากมีอาการปวด บวม แดง หรือเคลื่อนไหวติดขัดบริเวณข้อใดข้อหนึ่ง หรือไม่ทราบว่าเป็นข้ออักเสบประเภทใด ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรค สำหรับผู้ที่เป็นข้ออักเสบอยู่แล้ว แต่มีอาการผิดปกติอื่นเพิ่มเติมควรพบแพทย์เช่นกัน


        การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับป้องกันข้อติดขัด ควรฝึกท่าบริหารเบาๆ ต่อไปนี้ท่าละ 3-5 ครั้งเป็นประจำ หากรู้สึกปวดกระทันหันควรหยุดพัก


ท่ายืดหัวไหล่ ท่านี้ช่วยให้หัวไหล่เคลื่อนไหวดีขึ้น และผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอกับหัวไหล่



1. ยืนตัวตรง ประสานมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังคอ และชี้ปลายข้อศอกไปด้านหน้า
     

2. กางข้อศอกไปด้านข้างช้าๆ พร้อมกับหายใจเข้าให้ลึกที่สุด กลั้นหายใจ 5 วินาที หายใจออก พร้อมกับดึงข้อศอกกลับมาชิดกัน

ท่าบริหารหัวเข่า ท่านี้ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขาซึ่งพยุงหัวเข่า


นั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงแข็งแรง สอดผ้าเช็ดตัวม้วนเป็นวงใต้หัวเข่า

1. ยกขาข้างหนึ่งขึ้นจนข้อเข่าตรง ค้างไว้ 3-5 นาที

2. ปล่อยขาลงช้าๆ และยกอีกข้างหนึ่งสลับกัน

ท่าบริหารนิ้วมือ สำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อนิ้วมืออักเสบ ท่าบริหารนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของนิ้วมือ ทำให้คุณหยิบจับสิ่งของง่ายขึ้น


1. ชูมือข้างหนึ่งแบนิ้วออกตามสบาย

2. งอพับนิ้วโป้งเข้ากลางฝ่ามือให้มากที่สุดจนกระทั่งสัมผัสโดนนิ้วก้อย และค้างไว้นาน 3 วินาทีก่อนกลับไปท่าเดิม จากนั้นให้กางนิ้วมือทุกนิ้วให้มากที่สุด

1. กำมือหลวมๆ โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่นอกกำปั้น


2. กำไว้ 3 นาที แล้วแบมือออก กางนิ้วออกจากกัน

ท่าบริหารข้อเท้า ท่านี้ช่วยคงความยืดหยุ่นของข้อเท้าที่ยังบวมอยู่ นั่งสบายๆ บนเก้าอี้พนักตรง วางฝ่าเท้าราบบนพื้น และบริหารดังนี้

1. ยกปลายเท้าทั้งสองข้างขึ้นขณะที่ส้นเท้าอยู่ติดพื้น

2. ขยับหัวแม่เท้าไปมาช้าๆ โดยใช้ส้นเท้าเป็นจุดหมุน


3. ยกส้นเท้าขึ้นทั้งสองข้างขณะที่ปลายเท้าอยู่ติดพื้น

4. ขยับส้นเท้าไปทางซ้ายแล้วไปทางขวาอย่างช้าๆ