วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เกาต์


·  โรคและอาการ
        ตามปกติตับจะผลิตกรดยูริกออกมาแล้วจะกำจัดออกทางปัสสาวะ แต่ถ้าร่างกายมีกรดยูริกสะสมอยู่มากเกินไป จะเกิดก้อนผลึกคมๆ ในไขข้อ (ของเหลวกันกระแทกตามข้อต่างๆ ในร่างกาย) คุณจะรู้สึกเหมือนมีเศษแก้วแตกบดเบียดอยู่ในข้อ เรียกอาการข้ออักเสบนี้ว่า “เกาต์” เกาต์มักเกิดกับชายอายุเกิน 40 ปี (ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่ผลึกกรดยูริกจะเกิดการสะสม) ส่วนใหญ่แล้วเกาต์จะเกิดกับข้อหัวแม่เท้า แต่ก็เกิดได้กับข้อมือ หัวเข่า ข้อศอก และข้อบริเวณอื่นได้ นอกจากจะเจ็บปวดแล้วเกาต์ยังทำให้ข้อบวมด้วย

เอนหลังและประคบน้ำแข็ง
o   เมื่อโรคเกาต์กำเริบควรพยายามนอนลง และยกข้อที่ปวดให้สูงขึ้น เรื่องนี้อาจไม่เป็นปัญหา เพราะเมื่ออาการเกาต์กำเริบคุณอาจยกผ้าสักผืนไม่ขึ้นเลยด้วยซ้ำ
o   ถ้าพอทนได้ ให้ประคบน้ำแข็งสัก 20 นาที ความเย็นจะทำให้ชาบริเวณที่ปวด และลดบวมด้วย ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งไว้เพื่อปกป้องผิวหนัง ประคบเย็น วันละ 3 ครั้ง ทำติดต่อกัน 2-3 วัน

กินเชอร์รี่
o   เชื่อกันว่าผลเชอร์รี่มีสรรพคุณรักษาเกาต์ได้ เชอร์รี่มีสารที่ช่วยทำให้กรดยูริกในเลือดมีสภาพเป็นกลาง และยังมีสารต้านอักเสบ ทั้งเชอร์รี่สดและแห้งให้ผลเท่าๆ กัน เมื่อรู้สึกว่าอาการกำลังจะกำเริบ ให้กินเชอร์รี่สัก 1-2 กำมือ ถ้าไม่มีผลสด ก็กินเชอร์รี่กระป๋องแทน มีการศึกษาบ่งชี้ว่า การกินเชอร์รี่ 20 ลูก จะลดปวดได้เท่ากับยาแอสไพริน 1 เม็ด
o   ถ้าไม่ชอบเชอร์รี่ ผลไม้ในตระกูลเดียวกันอย่างสตรอว์เบอร์รี่และราสป์เบอร์รี่ก็ให้ผลคล้ายกัน แต่ต้องกินปริมาณมากกว่าเชอร์รี่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรักษาเกาต์
o   กินน้ำมันปลาหรือน้ำมันปอ (flaxseed oil) เป็นประจำทุกวันจะช่วยลดอาการข้ออักเสบ น้ำมันทั้งสองชนิดนี้อุดมด้วยกรดไอโคซาเพนทาอีโนอิกหรืออีพีเอ (icosapentaenoic : EPA) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอักเสบ กินน้ำมันปอวันละ 1-3 กรัม (น้ำมันปอ 1 กรัมประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ) ควรใช้ในรูปน้ำมันแทนที่จะกินแบบแคปซูล เพราะคุณต้องใช้มากกว่า 12 แคปซูลจึงจะได้น้ำมันปอ 1 ช้อนโต๊ะ ส่วนน้ำมันปลานั้นควรกินให้ได้ 6,000 มก. ต่อวัน โดยจะใช้แบบแคปซูลหรือน้ำมันก็ได้ (ระวัง ถ้ากินในปริมาณมาก ควรเลือกน้ำมันปลา ไม่ใช่น้ำมันตับปลาหรือน้ำมันตับปลาค้อด ซึ่งแม้จะมีสารต้านอักเสบปริมาณที่อดี แต่จะมีวิตามินเอและวิตามินดีมากเกินไป)
o   เซเลอรี่สดหรือสารสกัดเมล็ดเซเลอรีชนิดเม็ด จะช่วยลดกรดยูริกได้ปริมาณที่แนะนำคือวันละ 2-4 เม็ด
o   ใบเนตเทิลเป็นยารักษาข้ออักเสบที่ชาวตะวันตกใช้กันมานาน โดยจะช่วยลดกรดยูริก ปัจจุบันมีการผลิตในรูปสารสกัดโดยทำให้แห้งด้วยความเย็น ขนาดที่ใช้คือ วันละ 300-600 มก. แต่ไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 3 เดือนในแต่ละครั้ง (ระวัง อย่าใช้ชนิดทิงเจอร์ เพราะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งทำให้เกาต์กำเริบ) เนตเทิลสามารถใช้ทาภายนอกได้ด้วย โดยแช่ผ้าสะอาดในน้ำต้มใบเนตเทิลแล้วนำมาปิดทับข้อที่ปวด

ดื่มน้ำและงดดื่มเบียร์
o   ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (ขนาด 250 มล.) จะช่วยกำจัดกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกาย นอกจากนี้น้ำยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตซึ่งจะยิ่งทำให้อาการเกาต์กำเริบหนักขึ้น
o   ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะดูเหมือนแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายผลิตกรดยูริกมากขึ้นและขัดขวางการขจัดกรดยูริก โดยเฉพาะเบียร์ซึ่งมีสารพิวรีนมากกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น

ตรวจสอบยาที่กิน
o   สำหรับผู้ที่ต้องกินยาขับปัสสาวะเป็นประจำ เช่น ผู้เป็นความดันเลือดสูง ควรปรึกษาแพทย์ดูว่าสามารถใช้ยาอื่นแทนได้หรือไม่ เพราะยาขับปัสสาวะจะขจัดของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกาย ทำให้ปริมาณกรดยูริกที่ผ่านเข้าไปในปัสสาวะลดลงด้วย จึงเหลือกรดยูริตกค้างอยู่ในร่างกายมากขึ้น และทำให้คนที่เป็นโรคเกาต์อาการแย่ลง
o   บางครั้งเกาต์ถูกกระตุ้นด้วยกรดไนอะวินหรือกรดนิโคตินิก ซึ่งแพทย์อาจสั่งให้กับผู้ที่คอเลสเตอรอลสูง ถ้าคุณกินยานี้อยู่ ลองปรึกษาแพทย์ว่าใช้ยาอื่นแทนได้หรือไม่

อย่าอดอาหาร
o   การลดน้ำหนึกช่วยป้องกันโรคเกาต์ได้ก็จริง แต่การลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน หรือการอดอาหารกลับเป็นผลเสีย เพราะเมื่อคุณอดอาหาร เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะปล่อยกรดยูริกออกมามากขึ้น คนที่น้ำหนักเกินควรลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป คือควรลดไม่เกิน 1 กก. ต่อสัปดาห์

เมื่อใดควรพบแพทย์
        ถ้าคุณเริ่มมีอาการบวมและเจ็บตามข้อ ให้รีบพบแพทย์เพราะอาจเป็นเกาต์หรือข้ออักเสบ แพทย์อาจใช้เข็มขนาดเล็กดูดของเหลวจากข้อมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ดูว่ามีผลึกกรดยูริกหรือไม่ แม้จะมียารักษาโรคเกาต์อยู่แต่ก่อนจะกินยา คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใดอยู่บ้าง เพราะยาหรือสารเสริมอาหารบางอย่างอาจยิ่งทำให้อาการกำเริบ

อาหารที่ต้องหลีกห่าง
        อาหารโปรตีนสูงและอาการที่มีสารพิวรีนจะเพิ่มกรดยูริกในร่างกาย ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จึงต้องเลี่ยงอาหารเหล่านี้ ซึ่งได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ กุ้ง หอย ปู ปลาบางชนิด เช่น ปลาแอนโชวี ปลาซาร์ดีน และปลาเฮร์ริง รวมทั้งกะปิและน้ำพริกกะปิดด้วย นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงอาหารทอด คาร์โบไฮเดรขัดขาว (เช่น แป้งขัดขาว) ข้าวโอ๊ต อาหารที่มียีสต์เป็นส่วนผสม เช่น เบียร์และเบเกอรรีทั้งหลาย ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วแระ ผักโขม และดอกกะหล่ำ


วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กลิ่นปาก

โรคและอาการ

        ถ้าคนถอยห่างเวลาคุณคุยด้วย หรือบอกตรงๆ ว่าคุณมีกลิ่นปาก สาเหตุที่เด่นชัดคือคุณเพิ่งกินอาหารที่เต็มไปด้วยหัวหอม กระเทียม หรือสะตอเข้าไป แต่ยังมีสาเหตุที่เป็นไปได้อีกหลายอย่าง เช่น สูบบุหรี่ หรือแปรงฟันน้อยเกินไป สาเหตุอื่นคือ โรคเหงือก ถ้าคุณมีฟันผุหรือเป็นไซนัส ก็มักมีอาการข้างเคียงคือมีกลิ่นปาก สาเหตุที่เป็นไปได้ยังมีอีก เช่น ยาบางชนิด การปล่อยให้ปากแห้งเป็นเวลานาน หรือการดื่มกาแฟมากเกินไป เป็นต้น

มาตรการฉุกเฉิน
o   ปากที่แห้งเป็นสวรรค์ของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก จึงควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่า เพราะน้ำจะกำจัดแบคทีเรียให้หลุดออกและช่วยให้ลมหายใจมีกลิ่นดีขึ้นบ้าง
o   ไม่ว่าจะเป็นมื้อเที่ยงทางธุรกิจหรือมือเย็นแสนโรแมนติก ให้จิ้มผักชีที่เหลือในจานมาเคี้ยว ผักชีอุดมด้วยคลอโรฟิลซึ่งมีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียจึงช่วยลดกลิ่นปากได้
o   กินส้มสักลูก กรดซิตริกในส้มจะกระตุ้นต่อมน้ำลายให้หลังน้ำลายออกมา ทำให้ลมหายใจสดชื่นขึ้น
o   ถ้าไม่มีส้มก็กินอาหารที่มีอยู่ ยกเว้นอาหารที่ทำให้มีกลิ่นปาก เช่น กระเทียม หัวหอม หรือสะตอ การกินอาหารจะกระตุ้นให้มีน้ำลายในปาก และขจัดสิ่งที่ก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ซึ่งติดค้างอยู่บนลิ้น
o   งอลิ้นมาขูดกับฟันบน ลิ้นมีแบคทีเรียซึ่งทำให้โปรตีนบูดเคลือบอยู่ จึงเกิดแก๊สมีกลิ่นเหม็น การขูดลิ้นทำให้แบคทีเรียหลุดออก จากนั้นก็บ้วนปากด้วยน้ำเปล่า
o   ถ้ามีโลหะหรือช้อนอยู่ใกล้มือก็นำมาใช้ขูดลิ้นได้ การขูดลิ้นอย่างปลอดภัย ให้วางช้อนบนลิ้นด้านบนแล้วลากช้อนออกมาด้านหน้า ขูด 4-5 ครั้ง จากนั้น ขูดข้างลิ้นด้วยวิธีการเดียวกัน แต่ระวังอย่าวางช้อนให้ลึกเข้าในปากเกินไป เพราะอาจทำให้รู้สึกขย้อนอยากจะอาเจียนได้

ดับกลิ่นด้วยเครื่องเทศ
o   กานพลูกมีสารยูจินอล (eugenol) ซึ่งมีฤทธิ์ขจัดแบคทีเรีย หยิบกานพลูสักดอกเข้าปากแล้วเคี้ยว น้ำมันหอมระเหยในกานพลูกจะระเหยออกมา เคี้ยวจนกระทั่งน้ำมันหอมระเหยแผ่ซ่านในปากแล้วจึงคายทิ้ง ห้ามใช้น้ำมันกานพลู หรือดอกกานพลูบดแห้งเนื่องจากจะแรงเกินไป ปากอาจจะไหม้ได้
o   เคี้ยวเมล็ดเฟนเนล (fennel) เมล็ดดิลล์ (dill) หรือเมล็ดผักชีซึ่งมีรสคล้ายชะเอม เมล็ดผักชีจะฆ่าแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอยู่บนลิ้น ส่วนเมล็ดเฟนเนลและดิลล์จะช่วยปกปิดกลิ่นปากได้ดี
o   ดูดอบเชยสักชิ้น อบเชยมีฤทธิ์ขจัดแบคทีเรียเช่นเดียวกับกานพลู

เลือกน้ำยาบ้วนปากให้เหมาะ
o   น้ำยาบ้วนปากส่วนใหญ่โฆษณาว่าช่วยให้ปากหอมสดชื่น แต่มีน้อยมากที่จะได้ผลดีในระยะยาว แต่ดูเหมือนว่าน้ำยาบ้วนปากผสมคลอรีนไดอ๊อกไซด์ (chlorine dioxine) เช่น Eliminator Mouthwash (ซื้อได้ทางอินเตอร์เน็ต) สามารถขจัดสารประกอบซัลเฟอร์ที่ทำให้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็นได้
o   ใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของน้ำมันทีทรี (tea tree oil) ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อโดยธรรมชาติ ถ้าคุณหายาสีฟันชนิดนี้ไม่ได้ตามร้านขายยา ให้ลองมองหาตามร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

ตัดไปตั้งแต่ต้นลม
o   ใช้เครื่องฉีดน้ำในปาก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ฉีดละอองน้ำเข้าไปในปากเพื่อชำระล้างแบคทีเรียที่ติดค้าง จึงล้างแบคทีเรียได้ลึกกว่าการใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงสีฟัน
o   พกแปรงสีฟันติดตัวและแปรงฟันหลังอาหารทุกมือ การแปรงฟันช่วยยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เคลือบเหงือกและฟัน แต่ไม่ควรแปรงฟันทันทีหลังจากกินอาหารที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เช่น เครื่องดื่มโคล่าหรือผลไม้รสเปรี้ยว เพราะจะไปทำให้เคลือบฟันเสียหายได้ ในกรณีนี้ ควรแปรงฟันหลังจากกินอาหาร 1 ชั่วโมง
o   พกหมากฝรั่งติดกระเป๋าไว้ การเคี้ยวหมากฝรั่ง โดยเฉพาะหลังจากมื้ออาหารช่วยกระตุ้นให้เกิดน้ำลายมาชำระเศษอาหารตกค้างในปาก
o   วิธีเก็บแปรงสีฟันให้ปลอดแบคทีเรีย คือ เก็บเอาด้านแปรงลงแช่ในกล่องพลาสติกมีฝาปิด ภายในบรรจุไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide) เมื่อจะใช้ ต้องล้างแปรงให้สะอาดก่อนทุกครั้ง
o   ถ้าคุณใส่ฟันปลอม ฟันปลอมอาจเป็นตัวสะสมกลิ่นไม่ดีในปาก ในตอนกลางคืนให้แช่ฟันปลอมไว้ในน้ำยาฆ่าเชื้อเสมอ เว้นแต่ทันตแพทย์ของคุณระบุให้เก็บฟันปลอมด้วยวิธีอื่น
o   อย่าอดอาหาร เวลาที่คุณปล่อยให้ท้องว่างนานๆ ปากคุณจะแห้งมากกลายเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรีย
o   ถึงแม้ไม่มีปัญหาเรื่องแบคทีเรียคุณก็อาจมีกลิ่นปากได้ สาเหตุอาจมาจากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินหัวหอม กระเทียม และโดยเฉพาะชีสกลิ่นแรง เช่น กามองแบร์ หรือรอคฟอร์ต และบลูชีส หากคุณต้องการให้ลมหายใจมีกลิ่นหอม ก็ให้ยึดหลักปฏิเสธเด็ดขาด คือ ไม่สูบ ไม่ดื่ม และไม่กินอาหารที่ทำให้ปากเหม็น
o   ปรึกษาแพทย์ว่ามีตัวยาใดที่ทำให้ปากคุณมีกลิ่นเหม็นหรือไม่ ให้สงสัยยาที่ทำให้ปากแห้งและไม่มีน้ำลายในปากไว้ก่อน ซึ่งในจำนวนนี้มียาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา เช่น ยาต้านฮิสตามีน ยาลดน้ำมูก ยาลดน้ำหนัก รวมทั้งยาที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการซึมเศร้า รักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ และยาลดความดันเลือด

ข้อควรระวัง
        หลายคนเข้าใจผิดว่าน้ำยาบ้วนปากรสมินท์หรือลูกอมรสมินต์ทำให้ลมหายใจหอมสดชื่น ที่จริงน้ำยาบ้วนปากส่วนใหญ่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จึงทำให้ในปากมีน้ำลายน้อย ซึ่งยิ่งทำให้ปากคุณมีกลิ่นแย่กว่าเดิม แม้กลิ่นของลูกอมรสมินต์จะช่วยได้ชั่วคราว แต่ที่จริงแล้วน้ำตาลในลูกอมจะยิ่งทำให้แบคทีเรียเติบโตมากขึ้น

เมื่อใดควรพบแพทย์
        คนปกติอาจมีกลิ่นปากบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งการรักษาความสะอาดในช่องปากจะช่วยขจัดกลิ่นปากได้ แต่ถ้ากลิ่นปากไม่หายไปภายใน 24 ชั่วโมง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณมีโรคเหงือก มึปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร หรือโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่า ถ้าคุณแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันสม่ำเสมอแล้ว แต่กลิ่นปากยังมีอยู่ ก็ควรไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์ ถ้าลมหายใจมีกลิ่นหวานหรือกลิ่นผลไม้ ก็ควรไปพบแพทย์ เช่นกัน เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน

ทดสอบกลิ่นปากได้อย่างไร
        การทดสอบวิธีหนึ่งคือ ดมไหมขัดฟันที่คุณเพิ่งใช้เสร็จ แต่ต้องใช้ไหมชนิดไม่เคลือบแวกซ์และไม่มีรสชาติเท่านั้น หรืออีกวิธีคือ ใช้ผ้าขนหนูถูลิ้นแล้วลองดมดู ถ้าคุณกังวลว่าอาจมีกลิ่นปาก ให้ลองคุยกับทันตแพทย์ ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดในช่องปาก และตรวจดุว่ามีสาเหตุมาจากโรคเหงือกหรือการทำความสะอาดในช่องปากไม่เพียงพอ


วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กลิ่นตัว

โรคและอาการ



        เดิมทีธรรมชาติสร้างให้ร่างกายเรามีกลิ่นฉุนไว้ดึงดูดเพศตรงข้าม แต่ปัจจุบัน คนที่กลิ่นกายรุนแรงอาจเป็นที่รังเกียจ ต้นตอของกลิ่นกายมาจากเหงื่อบางชนิด ต่อมเอคครีน (Eccrine) จะหลั่งเหงื่อใสที่ไร้กลิ่นออกมา เมื่อเหงื่อนี้ระเหยจะทำให้รู้สึกเย็น ส่วนต่อมอะโปครีน (Apocrine) ซึ่งมีมากบริเวณรักแร้และอวัยเพศ จะหลั่งสารที่มักเป็นแหล่งอาศัยของแบคทีเรีย ทำให้เกิดกลิ่นฉุน สาเหตุที่ต่อมอะโปครีนทำงานมากผิดปกติมีตั้งแต่ความเครียด ภาวะไข่ตก ความต้องการทางเพศ ความโกรธ และโรคภัย ยาบางชนิด เช่น เวนลาแฟ็กซีน (venlafaxine) แก้ซึมเศร้า และบูโพรเพียน (bupropion) ที่หมดมักสั่งให้ผู้กำลังเลิกบุหรี่ ก็ทำให้เกิดกลิ่นตัว


ใช้สบู่ระงับกลิ่นกาย

o   ใช้สบู่ระงับกลิ่นกายหรือสบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันทีทรี (tea tree oil) หรือสบู่ล้างมือขจัดแบคทีเรียก็ได้ สบู่ประเภทนี้จะทิ้งสารขจัดแบคทีเรียไว้บนผิวหนังแม้คุณจะล้างสบู่ออกไปแล้ว ถ้าลองใช้แล้วผิวหนังไม่ระคายเคือง ก็สามารถใช้ได้เป็นประจำทุกวัน แต่บางคนอาจรู้สึกว่าใช้แล้วผิวแห้ง กรณีนี้ก็ให้ฟอกสบู่เฉพาะใต้วงแขนและบริเวณขาหนีบ ซึ่งเป็นบริเวณที่มักก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

o   ถ้าใช้สบู่ระงับกลิ่นกายแล้วยังไม่ได้ผล มีอีกวิธีที่ได้ผลชะงัดกว่าคือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อนผ่าตัด เช่น ไฮบิสครับ (Hibiscrub) หรือเบตาดีน (Betadine) ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป ยาเหล่านี้กำจัดแบคทีเรียได้ชะงัด แพทย์จึงใช้ทำความสะอาดผิวหนังคนไข้ก่อนผ่าตัด แต่มักทำให้ผิวแห้งมาก จึงควรใช้เฉพาะตอนอาบน้ำ เพื่อจะได้ล้างออกได้ทันที และใช้เฉพาะบริเวณที่เกิดกลิ่น เช่น ใต้วงแขนและบริเวณขาหนีบเท่านั้น วิธีใช้คือบีบน้ำยาเล็กน้อย ล้างบริเวณที่มีกลิ่น จากนั้นล้างออกทันทีและฟอกด้วยสบู่ธรรมดาอีกครั้ง

นอกเหนือจากสารระงับกลิ่นกาย

o   ในระหว่างวัน ใช้ก้อนสำลีแต้มน้ำส้มสายชู นำมาเช็ดบริเวณใต้วงแขน เพื่อลดปริมาณแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่น แต่ไม่ควรใช้หลังจากโกนขนเสร็จใหม่ๆ เพราะจะแสบมาก

o   ใช้สารสร้มทาใต้วงแขน สารส้มมีคุณสมบัติระงับกลิ่นได้นานถึง 10 ชั่วโมง และสามารถทาหลังโกนขนใหม่ๆ ได้โดยไม่ระคายเคือง

o   ใช้สำลีก้อนจุ่มในวิตช์เฮเซล (witch hazel) แล้วนำมาถูใต้วงแขน หรือแต้มวิตช์เฮเซลลงบนผิวหนังโดยตรงเลยก็ได้ วิธีนี้ใช้ได้บ่อยเทาที่ต้องการ วิตช์เฮเซลจะทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น กลิ่นสะอาด นอกจากทำให้ใต้วงแขนแห้งดีแล้วยังช่วยระงับกลิ่นด้วย

o   ทาเบคกิ่งโซดาหรือแป้งข้าวโพดบริเวณที่มีกลิ่น แป้งทั้งสองชนิดนี้ดูดซับความชื้นได้ดี เบคกิ้งโซดายังช่วยฆ่าแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นด้วย

o   โกนขนเป็นประจำ เนื่องจากขนรักแร้จะยิ่งทำให้กลิ่นกายรุนแรงขึ้น เพราะจะกักเหงื่อและแบคทีเรียไว้

o   เปลี่ยนเสื้อทุกวัน อย่าใส่เสื้อผ้าซ้ำโดยไม่ได้ซัก ถ้าอากาศร้อนคุณอาจต้องเปลี่ยนเสื้อระหว่างวัน

สมุนไพรช่วยได้

ตำรับยาต่อไปนี้สามารถใช้ทาใต้วงแขนได้ แต่ไม่ควรใช้กับบริเวณขาหนีบ

o   น้ำมันทีทรี นอกจากมีกลิ่นหอมแล้ว ยังสามารถใช้ทาผิวหนังเพื่อกำจัดแบคทีเรีย แต่ถ้ารู้สึกระคายเคืองต้องหยุดใช้ทันที

o   น้ำมันสกัดจากดอกลาเวนเดอร์ ลูกสน และเป็ปเปอร์มิ้นต์ ช่วยขจัดแบคทีเรียได้เช่นกัน แต่ผิวหนังของบางคนอาจระคายเคือง จึงควรลองทดสอบดก่อนใช้

o   เสจ (sage) เป็นสมุนไพรกลิ่นหอม มีคุณสมบัติฆ่าแบคทีเรียและลดเหงื่อ มีขายในรูปทิงเจอร์หรือน้ำมันหอมตามร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หลังจากทาเสจแล้วควรล้างมือก่อนสัมผัสใบหน้า

o   ใช้น้ำมะนาวทาผิวหนังบริเวณที่ก่อให้เกิดกลิ่นแล้วรอให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้า ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะนาวสามารถเปลี่ยนสภาพความเป็นกรดด่างของผิวหนังของคุณ ทำให้ผิวหนังเป็นกรดมากขึ้น และขัดขวางการเติบโตของแบคทีเรีย

กินผักเพื่อกลิ่นสะอาด

o   กินพืชผักใบเขียว เช่น ผักโขม ผักคะน้า เพราะอุดมด้วยสารคลอโรฟิลที่มีคุณสมบัติระงับกลิ่นกาย

o   ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคลอโรฟิลชนิดเม้ด ส่วนใหญ่จะสกัดจากพืช เช่น สาหร่ายทะเล (เคลป์) ใบข้าวบาร์เลย์ หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน คุณสามารถซื้อมากินได้โดยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด

o   กินผักชีสดๆ ผักชีมีคุณสมบัติระงับกลิ่น อีกวีคือทำชาผักชี โดยนำผักชีสดมาสับให้ละเอียด แช่ในน้ำเดือด 1 ถ้วย 5 นาที รอให้เย็นแล้วจึงดื่ม

o   ชาไลม์ (lime tree tea) จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายขจัดของเสียออกมามากขึ้น ทำให้เหงื่อของคุณมีกลิ่นดีขึ้น ชานี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าชาลินเดน (linden tea) ทำจากดอกของต้นไลม์ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายชามะลิ

เมื่อใดควรพบแพทย์

        คนที่มีเหงื่อออกง่ายหรือเหงื่อออกมากอาจะเป็นเพราะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน มีน้ำตาลในเลือดน้อย หรืออาจเป็นปัญหาของระบบประสาทซึ่งควบคุมเหงื่อ ถ้าคิดว่าเหงื่อออกมากผิดปกติ หรือกลิ่นตัวของคุณเกิดจากความผิดปกติของร่างกายควรไปพบแพทย์ ผู้ที่ต้องใช้ยางบางชนิดที่อาจทำให้เกิดกลิ่นกาย ให้ปรึกษาแพทย์ว่าจะเปลี่ยนยาได้หรือไม่


วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

โรคและอาการ
        อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่เกิดจากแรงดันเมื่อคุณหัวเรา จาม ไอ หรือออกแรงยกของหนัก ทำให้ปัสสาวะเล็ดหรือซึมออกมา อีกชนิดเกิดเมื่อปวดปัสสาวะแต่เข้าห้องน้ำไม่ทันทุกครั้ง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่มักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะการคลอดลูกทำให้โครงสร้างส่วนที่ช่วยกักปัสสาวะและประสาทส่วนที่สั่งให้คอกระเพาะปัสสาวะหดตัวได้รับความเสียหาย สำหรับผู้ชายอาการนี้มักเกิดจากต่อมลูกหมากโต ส่วนสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การกินยาคลายกล้ามเนื้อ ติดเชื้อในท่อปัสสาวะ โรคพาร์คินสันและโรคมัลติเปิลสเคลอโรซิส (multiple sclerosis)

เลียนแบบจิ้งหรีด
        ถ้าจู่ๆ ก็รู้สึกปวดปัสสาวะ รีบนั่งลงแ้ล้วใช้ข้อเท้าขวาถูหน้าแข้งซ้ายขึ้นลง (หรือสลับข้าง) โดยใช้น้ำหนักที่สม่ำเสมอ การถูขาเช่นนี้ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกระเพาะปัสสาวะ โดยจะไปเพิ่มแรงกดดันบนเส้นประสาทเดอร์มาโทม แอล 5 (dermatome L5) ที่ทำให้ปวดปัสสาวะ

เรียนรู้วิธีบริหาร

  • บริหารกล้ามเนื้อตามวิธีของคีเกล เป็นประจำเพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่รองรับกระเพาะปัสสาวะแข็งแรงขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าเป็นกล้ามเนื้อส่วนใด ให้หยุดชั่วขณะเมื่อคุณกำลังปัสสาวะอยู่ กล้ามเนื้อที่ควบคุมอาการดังกล่าว คือ ส่วนที่คุณต้องการบริหารให้แข็งแรงขึ้นนั่นเอง
    (ขอให้ทำเช่นนี้เพียงครั้งเดียว เมื่อต้องการรู้ตำแหน่ง การขมิบกล้ามเนื้อบ่อยๆ ขณะปัสสาวะไม่เป็นผลดีกับกระเพาะปัสสาวะ)
  • ขมิบกล้ามเนื้อครั้งละ 1-2 วินาทีแล้วปล่อย ทำซ้ำ 10 ครั้ง วันละ 4-5 รอบ เนื่องจาากเป็นการบริหารกล้ามเนื้อภายใน คุณจึงทำได้ทุกที่ทุกเวลา
  • เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานแข็งแรงขึ้น เริ่มกลั้นปัสสาวะจาก 5 วินาทีก่อน แล้วค่อยๆ เิพิ่มเวลาจนได้นาน 15 วินาที
  • ถ้ารู้สึกว่ากำลังจะหัวเราะ ไอ จาม หรืออะไรก็ตามที่จะเพิ่มแรงดันให้กระเพาะปัสสาวะ ให้รีบขมิบกล้ามเนื้อทันทีเพื่อป้องกัน "อุบัติเหตุ" ไว้ก่อน

ควบคุมเครื่องดื่ม

  • ถ้าคุณมีปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ควรลดเครื่องดื่มคาเฟอีนหรือไม่ก็งดไปเลย คาเฟอีนซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจะทำให้ร่างกายผลิตปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะหดตัว ส่งผลให้เกิดเหตุสุดวิสัยได้ ในแต่ละวันอย่ากินคาเฟอีนเกิน 200 มก. ซึ่งต่ำกว่าปริมาณที่มีในกาแฟ 2 แ้ก้วเล็กน้อย
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่่งทำให้ร่างกายผลิตปัสสาวะมากขึ้น อย่าดื่มเบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มผสมเกิน 1 แก้วในแต่ละวัน
  • อย่างดดื่มน้ำเพียงเพื่อจะให้ปัสสาวะน้อยลง เพราะคุณอาจมีอาการขาดน้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะและเกิดนิ่วในไต ในแต่ละวันควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้ว (ขนาด 250 มล.)

เลี่ยงสารระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ

  • ลองงดอาหารจำพวกสตอรว์เบอรี่ และผักโขม และสังเกตดูว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดหรือไม่ เพราะอาหารเหล่านี้มีออกซาเลต (oxalate) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ก่อความระคายเคืองแก่กระเพาะปัสสาวะ
  • เลี่ยงน้ำตาลเทียมและสีสังเคราะห์ผสมอาหาร ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะเช่นกัน

ทำเป็นกิจวัตร

  • ถ้าคุณมีปัญหาในการวิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทัน ให้ปัสสาวะทุก 3 ชั่วโมง ไม่ว่าจำเป็นหรือไม่ก็ตาม ตั้งเวลาที่นาิฬิกาไว้เพื่อเตือน บางคนอาจไม่ปัสสาวะเป็นเวลานานเกินไปและไม่ตระหนักว่ากระเพาะปัสสาวะของตัวเองเต็มแล้ว การปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาการเข้าห้องน้ำไม่ทันได้
  • แต่ถ้าคุณรอถึง 3 ชั่วโมงไม่ได้ ให้เข้าห้องน้ำทุกๆ ต้นชั่วโมงแทน และทุกๆ 2-3 วัน ให้ยืดเวลาออกไปสัก 2-3 นาทีก่อนจะเข้าห้องน้ำ จนในที่สุดคุณสามารถรอได้ 3 ชั่วโมงก่อนเข้าห้องน้ำแต่ละครั้ง

ใช้เวลาให้นานขึ้น

  • เมื่ออยู่ในห้องน้ำ อย่ารีบร้อนปัสสาวะจนหมด ในกรณีของผู้หญิง ให้นั่งไปเรื่อยๆ จนคุณรู้สึกว่าปัสสาวะหมดแล้วจริงๆ จากนั้นนั่งต่อไปอีกสักครู หรือยืนขึ้นแล้วนั่งลงไปใหม่ ซึ่งจะทำให้กระเพาะปัสสาวะหดตัวไล่ของเหลวที่ยังคั่งค้างอยู่ออกไป ส่วนกรณีของผู้ชายถ้าคุณยืนตามสบายและใจเย็นๆ ก็จะปัสสาวะออกไปได้จนหมด บางคนเห็นว่าการนั่งบนโถส้วมจะง่ายกว่า อย่างไรก็ตามใช้เวลาในห้องน้ำให้นานขึ้นอีกนิดเพื่อให้แน่มจว่าระบายน้ำออกจากกระเพาะปัสสาวะของคุณหมดแล้ว จะช่วยป้องกันเหตุสุดวิสัย

สำหรับคุณผู้หญิง

  • ถ้าคุณมีอาการปัสสาวะเล็ดเนื่องจากแรงดัน ให้ใส่ผ้าอนามัยแบบสอดในช่องคลอด ซึ่งจะช่วยกดปลายท่อปัสสาวะให้ปิดอยู่ ควรหยดน้ำให้เปียกสักเล็กน้อยเพื่อให้สอดใส่ง่ายขึ้น แต่ต้องถอดผ้าอนามัยออกก่อนเข้านอน และใส่เฉพาะเมื่อทำกิจกรรมที่อาจทำให้ปัสสาวะเล็ดเท่านั้น เช่น ใส่ไว้ขณะออกกำลังกาย
  • ในสหรัฐฯ มีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "เครื่องบริหารอุ้งเชิงกราน" ซึ่งใช้น้ำหนักในการบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด ทำให้กล้ามเนื้อช่องคลอดต้องเกร็งตัวเพื่อแบกรับน้ำหนักให้อยู่กับที่ และส่งผลให้กล้ามเนื้อช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานแข็งแรงขึ้น

ออกกำลังบ้าง

  • น้ำหนักตัวที่มากเกินจะเพิ่มแรงดันให้กับกระเพาะปัสสาวะ การออกกำลังจะช่วยขจัดน้ำหนักส่วนเกินไปได้ แต่คุณต้องระวังเรื่องอาหารการกินด้วย

เมื่อใดควรพบแพทย์
        ถ้าปัสสาวะมีเลือดปนหรือมีสีขุ่น หรือรู้สึกเจ็บ ปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ ควรพบแพทย์ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณการติดเชื้อแบคทีเรีย นิ่วในไต หรือมีเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ถ้าอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ทำให้คุณใช้ชีวิตตามปกติได้ลำบาก หรือสงสัยว่าเกิดจากยาชนิดใดชนิดหนึ่งที่คุณกินก็ควรปรึกษาแพทย์

รู้หรือไม่
        แพทย์บางคนใช้วิธีฉีดโบท็อกซ์รักษาอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยสารโบท็อกซ์ (botulinum toxin type A ได้จากแบคทีเรียคลอสตริเดียม) จะยับยั้งการสื่อสารระหว่างประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่ายของกระเพาะปัสสาวะหยุดชะงัก และไม่สามารถปลอดปล่อยปัสสาวะได้เองโดยที่คุณไม่ตั้งใจ


วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กล่องเสียงอักเสบ

โรคและอาการ
        คุณเจ็บคอและเปล่งเสียงพูดไม่ได้ เพราะกล่องเสียงของคุณอักเสบ ในกล่องเสียงมีเส้นเสียงจำนวนมาก ซึ่งปกติจะเปิดและปิดเมื่อคุณพูด แต่ถ้าเส้นเสียงบวม จะทำให้มีการสั่นสะเทือนต่างจากเดิมทำให้เสียงแหบ นอกจากการใช้ิเสียงมากเกินไปแล้ว กล่องเสียงอักเสบยังอาจเกิดจากไข้หวัดหรือติดเชื้อไวรัสอื่นๆ รวมทั้งการสูบบุหรี่ โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ฝุ่นละออง ควัน หลอดลมอักเสบ และแสบแน่นหน้าอก

อย่ากระแอม
        การไอหรือกระแอม จะทำให้เส้นเสียงเสียหายได้ เมื่อใดที่รู้สึกอยากไอหรือกระแอม ให้ลองจิบน้ำเปล่าหรือไม่ก็กลืนน้ำลายลงไป

เคลือบลำคอ

  • ดื่มน้ำอุ่นๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะทำให้หลอดเสียงชุ่มชื้นช่วยรักษาการอักเสบ
  • อาหารอุ่นๆ ประเภทน้ำ เช่น ซุปอุ่นๆ ก็ช่วยได้มาก
  • ถ้ามีอาการไอและเจ็บคออาจบรรเทาด้วย เพกา ชาวจีนใช้เมล็ดเพกาเป็นส่วนผสมสำคัญในน้ำจับเลี้ยง ซึ่งนิยมดื่มแก้ร้อนใน แก้ไอ และขับเสมหะได้ วิธีใช้คือ เมล็ดเพกา 3 กรัม ใส่ในน้ำ 300 มล. ต้มไฟอ่อนให้น้ำเดือดนานประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วจึงกรองเอาแต่น้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง
  • ชาวตะวันตกนิยมใช้ชาสมุนไพรจาก ไวท์ฮอร์ฮาวน์ (white horehound) และ อารอนส์ร็อด (Arron's rod) ฮอร์ฮาวด์เป็นพืชตระกูลมินต์ที่ใช้ในยาอมแก้ไอ ส่วนอารอนส์ร็อดหรือมัลลีน (mullein) มีมิวซิเลจ (mucilage) ซึ่งเป็นเหมือนยางเหนียวช่วยลดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อ วิธีชงคือ ใส่ใบสมุนไพรแห้งชนิดใดชนิดหนึ่ง 1-2 ช้อนชาในน้ำร้อนเดือด 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้ว กรองกากทิ้งก่อนดื่มวันละ 1-3 ถ้วย
  • ยารักษาอาการกล่องเสียงอักเสบสูตรโบราณคือ กินน้ำหัวหอม 2 ช้อนชา ตามด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ทุกๆ 3 ชั่วโมง ถ้าคุณไม่มีเครื่องคั้นน้ำ ให้วางหัวหอม 1 ลูก ระหว่างจาน 2 ใบ แล้วกดจนได้น้ำออกมา
  • ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาม และพริกป่นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ จิบเท่าที่ต้องการ
ทำกล่องเสียงให้อบอุ่น
  • สูดไอน้ำร้อนราว 5 นาที วันละ 2-4 ครั้ง ทำกระโจมโดยใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะและอ่างน้ำร้อนไว้เพื่อกักไอน้ำไว้ภายใน จากนั้นสูดหายใจลึกๆ เอาไอน้ำร้อนเข้าไปข้างใน ไอน้ำร้อนจะช่วยฟื้นฟูความชื้นที่สูญหายไปในลำคอทำให้หายเร็ว ควรวางอ่างบนโต๊ะที่แข็งแรงและอย่าชะโงกหน้าใกล้ผิวน้ำมากเกินไป เพราะคุณอาจโดนน้ำร้อนลวกได้
  • ถ้าอยากให้ได้ผลดียิ่งขึ้นคุณอาจหยดน้ำมันหอมสกัดที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อและแก้อักเสบ เช่น ลาเวนเดอร์ แซนดัลวูด (sandal wood) หรือคาโมไมล์ลงไปในน้ำร้อน 4-6 หยด
  • ทำลูกประคบร้อนจากอารอนส์ร็อด เสจ (sage) ไทม์ (thyme) หรือชาฮิสชอป (hyssop) แล้ววางบนคอ จากนั้นใช้ผ้าขนหนูแห้งพันรอบคอไว้เพื่อกักความร้อน
ป้องกันไว้ก่อน
  • หายใจทางจมูก ช่องจมูกเป็นตัวทำความชื้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว การหายใจทางปากทำให้กล่องเสียงต้องเผชิญกับอากาศที่แห้งและเย็น
  • ถ้าห้องนอนของคุณอากาศแห้งเพราะใช้เครื่องปรับอากาศ อาจแก้ไขโดยใช้เครื่องทำความชื้นในห้องนอน หรือไม่ก็วางอ่างใส่น้ำไว้ในห้อง เส้นเสียงของคุณบุด้วยเมือกซึ่งจำเป็นต้องชื้นอยู่เสมอ ดังนั้นจึงต้องดูแลให้ภายในห้องมีความชื้นเพียงพอเพื่อป้องกันเส้นเสียงระคายเคือง
  • เมื่อคุณเดินทางโดยเครื่องบิน ให้เคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม อากาศแห้งในห้องโดยสารทำให้เส้นเสียงของคุณแย่ไปด้วย ถ้าคุณหุบปากไว้และอมลูกอมเพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำลาย จะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำในช่องปากและลำคอ
  • อีกวิธีหนึ่งคือใช้ผ้าเปียกอังไว้เหนือจมูกและปากเป็นระยะๆ เพื่อเพิ่มความชื้นให้กับอากาศที่คุณหายใจเข้าไป
  • คุยกับแพทย์ประจำตัวของคุณดูว่ามียาตัวไหนบ้างที่คุณกินแ้ล้วอาจทำให้เสียงแหบ ยาบางตัว เช่น ยาควบคุมความดันเืลือด ยารักษาไทยรอยด์ และ ยาแก้แพ้ อาจทำให้คอยิ่งแห้ง
  • เลิกสูบบุหรี่ อันเป็นสาเหตุของคอแห้ง และควรหลีกเลี่ยงสถานที่มีควันบุหรี่มาก
เมื่อใดควรพบแพทย์
        ปกติแล้วกล่องเสียงอักเสบ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงและมักดีขึ้นในไม่กี่วัน แต่ถ้ายังไม่หายภายใน 4-5 วันก็ควรไปพบแพทย์ ถ้ามีอาการเสียงแหบเรื้อรังโดยไม่รู้สาเหตุ ก็ควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะถ้าคุณสูบบุหรี่ เพราะอาจเป็นอาการของมะเร็ง กรณีที่ไอเป็นเลือดหรือหายใจหอบก็ควรพบแพทย์เช่นกัน หากเจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายไม่ได้ ต้องรีบพบแพทย์โดยด่วนเพราะกล่องเสียงด้านบนอาจบวมจนมาปิดทางเดินหายใจ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กรน

        ถ้าคุณเป็นนักกรนประจำบ้าน คุณอาจได้นอนหลับมากกว่าคนที่นอนข้างๆ คุณ ดังนั้นเพื่อความสงบสุขในบ้านคุณควรบอกข้อแนะนำในการ "วิธีง่ายๆ ในการป้องกันตนเองจากเสียงกรน" แก่สามีหรือภรรยาของคุณ แล้วลองทำตามมาตรการป้องกันข้างล่างนี้ บางคนแค่เปลี่ยนท่านอนก็ช่วยได้แล้ว แต่หลายคต้องทำเรื่องใหญ่กว่านั้นคือการลดน้ำหนัก ซึ่งมักเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้หลับได้อย่างเป็นสุข

โรคและอาการ
        เมื่อคุณกรน โครงสร้างต่างๆ ในปากและคอ ได้แก่ ลิ้น คอตอนบน เพดานอ่อนและิลิ้นไก่จะสั่นสะเทือนกระทบกับต่อทอนซิล และต่อมอะดีนอยด์ การกรนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ คนอ้วนมักกรนมากกว่า ผู้เชี่ยวชาญคิดว่าเป็นเพราะเนื้อเยื่อที่มีไขมันมากไปกดทับช่องทางเดินหายใจ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอนก็ทำให้กล้ามเนื้อคอผ่อนคลายและหย่อนคล้อยลง เมื่อใดก็ตามที่คุณหายใจติดขัดเพราะเป็นหวัดหรือภูมิแพ้ คุณจะกรนเพราะเนื้อเยื่อที่อักเสบและน้ำมุกที่มากขึ้นจะทำให้หายใจไม่สะดวก

จัดท่านอนให้ดี

  • ซื้อหมอนอีก 2-3 ใบ มาหนุนศีรษะให้สูงขึ้นแทนการนอนราบ เพื่อช่วยป้องกันไ่ม่ให้เนื้อเยื่อในลำคอตกลงมาขวางช่องทางเดินหายใจ
  • หนุนหัวเตียงให้สูง ทำได้ง่ายๆ โดยใช้ไม้กระดานหลายๆ แผ่นมารองใต้ขาหัวเตียง หรืออาจใช้สมุดโทรศัพท์เก่าๆ 2-3 เล่ม รองใต้หัวเตียงก็ช่วยทำให้เตียงสูงขึ้นเช่นกัน
  • นอนตะแคง แน่นอน ไม่มีอะไรประกันได้ว่ คุณจะนอนตะแคงได้ตลอดคืน แต่อย่างน้อยควรเริ่มต้นด้วยการนอนตะแคงแล้วเอามือทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้ เหตุผลที่ไม่ควรนอนหงายคือ การนอนหงายจะทำให้ลิ้นและเพดานอ่อนตกลงมากีดขวางทางเดินหายใจ
  • ถ้าการนอนกอดหมอนข้างไม่ช่วยให้ดีขึ้น เพราะคุณยังเผลอกับมานอนหงายเหมือนเดิม คุณอาจลองอีกวิธีหนึ่ง โดยใ้ช้ลูกเทนนิส วิธีคือเย็บถุงเล็กๆ ไว้หลังชุดนอนส่วนบน แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไป ถ้าคุณเริ่มพลิกตัวกลับมานอนหงายขณะตอนกลางคืน ลูกบอลก็จะทำให้คุณรู้สึกตัว และพลิกกลับไปนอนตะแคงตามเดิม

ทำให้จมูกโล่ง

  • ถ้าอาการคัดจมูกทำให้คุณนอนกรน ลองกินยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ก่อนเข้านอน อย่างไรก็ตามให้ใช้ยานี้ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าสงสัยว่าการกรนมีสาเหตุมากจากหวัดหรือภูมิแพ้ เพราะการใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอันตรายได้
  • ใ้ช้แผ่นเทปปิดจมูก (nasal strips) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป การปิดแผ่นเทปที่จมูกอาจทำให้คุณดูแปลกๆ ไป แต่ใครจะมาดูล่ะในเมื่อคุณจะเข้านอนอยู่แล้ว ให้ทำตามคำแนะนำข้างกล่อง ปิดแผ่นนี้ปิดจมูกหนึ่งแผ่นตรงจมูกด้านนอกก่อนนอน แผ่นเทปจะช่วยยกและเปิดช่องหายใจ ทำให้หายใจสะดวกขึ้น
  • กลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปากเป็บเปอร์มินท์ ซึ่งจะทำให้ผนังจมูกและคอหดตัวลง วิธีนี้ใช้ได้ผลมากหากการกรนของคุณเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว เพราะเป็นหวัดหรือภูมิแพ้ น้ำยาบ้วนปากสมุนไพรชนิดนี้อาจทำเองได้โดยใช้ น้ำม้นเป๊บเปอร์มินต์ 1 หยด ผสมกับน้ำเย็น 1 แก้ว (ใช้กลั้วปากเท่านั้นอย่ากลืนลงไป)

เงยคาง
        วิธีนี้อาจฟังดูจริงจังไปหน่อย แต่บางคนใส่เฝือกคออย่างที่ผู้ได้บาดเจ็ฐข้อต่อบริเวณคอใช้กัน จุดประสงค์นั้นเพื่อให้หยุดกรน โดยเฝือกคอจะช่วยรั้งให้คุณนอนเงยคาง คอจึงไม่งอพับ และช่องทางเดินหายใจเปิดโล่ง แต่คุณไม่จำเป็นต้องใช้เฝือกพลาสติกแข็งๆ เฝือกโฟมอ่อนนุ่มก็ใช้ได้ผลดีเช่นกัน เฝือกนี้มีขายตามร้านขายยาหรือร้านขายเครื่องมือแพทย์ (อาจต้องสั่งซื้อเป็นกรณีพิเศษ)

จัดการกับภูมิแพ้

  • คุณบรรเทาอาการคัดจมูกได้ด้วยการดูดฝุ่นที่พื้นและผ้าม่าน พร้อมทั้งเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนบ่อยๆ เพื่อช่วยลดสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น ฝุ่น สะเก็ดผิวหนังสัตว์เลี้ยง เชื้อรา
  • ถ้าการนอนกรนเป็นปัญหาที่เิกิดตามฤดูกาล และคุณรู้ตัวว่าคุณแพ้ละอองเกสรดอกไม้ ให้ดื่มน้ำชาที่ทำจากใบเนตเทิล (nettle) ซึ่งอาจหาซื้อได้ตามร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหรือสั่งซื้อออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรแนะนำว่า ชาจากเนตเทิลจะช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดจากละอองเกษรดอกไม้ ชงชาโดยใส่ใบชาแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ ในน้ำร้อน 1 ถ้วย ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที กรองกากชาทิ้งแล้วดื่มวันละ 3 ถ้วย และดื่มก่อนเข้านอน 1 ถ้วย

ระวังเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม และอากาศ

  • ก่อนเข้านอน 3 ชั่วโมง อย่ากินอาหารหนักหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อคอหย่อนคล้อยมากกว่าปกติ
  • การลดน้ำหนักช่วยให้กรนน้อยลงได้ เพราะทำให้เนื้อเยื่อทางเดินหายใจลดขนาดลง ทางเดินหายใจตอนบนเปิดโล่งมากขึ้น
  • เลิกสูบบุหรี่ ควันบุหรี่ทำให้เยื่อบุของร่างกายระคายเคือง คอจะบวมทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง ผู้ที่สูบบุหรี่ยังมีปัญหาการคัดจมูกด้วย และมีผลต่ออาการกรนเช่นกัน
  • ถ้าคุณกินยาตามแพทย์สั่งอยู่เป็นประจำ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการรักษาแบบทางเลือกดู เพราะยาบางชนิดรวมทั้งยานอนหลับและยาแก้ปวดบางชนิดมีผลทำให้กรนมากขึ้น
  • อากาศแห้งทำให้กรนได้ มีวิธีมากมายที่จะต่อสู้กับอากาศแห้ง การเปิดเครื่องทำความชื้นหรือเครื่องทำไอน้ำในห้องนอนช่วยทำให้ช่องทางเดินหายใจของคุณชุ่มชื้น แต่ต้องทำความสะอาดเครื่องนี้ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเป็นประจำ อีกวิธีคือการสูดไอน้ำ ก่อนเ้ข้านอนให้รินน้ำร้อนใส่ชามอ่าง เอาผ้าขนหนุคลุมศีรษะ เพื่อทำเป็นกระโจมกักไอน้ำไว้ จากนั้นก้มหน้าเหนือชามอ่างให้จมูกอยู่ห่างจากน้ำประมาณ 30 ซม. แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สักครู่หนึ่ง

เมื่อใดควรพบแพทย์
        การกรนเสียงดังสนั่นบ่งบอกถึงอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นอาการที่อันตรายและต้องได้รับการรักษา คุณควรไปพบแพทย์ ถ้าคุณเป็นนักกรนเสียงดังที่หยุดหายใจช่วงสั้นๆ ขณะหลับ คุณต้องบอกแพทย์ด้วย ถ้าบางครั้งคุณรู้สึกตัวตื่นขึ้นเพื่อจะหายใจ หรือปวดศีรษะตอนตื่นนอน หรือง่วงนอนตอนกลางวัน การหยุดหายใจขณะนอนหลับทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง และในที่สุดทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้น และหัวใจโต นอกจากการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต (ลดน้ำหนักหรือเปลี่ยนท่านอน) บางครั้งแพทย์จะแนะนำให้ใช้เครื่องช่วยหายใจป้องกันนอนกรน (CPAP) ในตอนกลางคืน การผ่าตัดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้กัน

  

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โฮมิโอพาธีคืออะไร

      หากคุณไม่เคยรู้จักโฮมิโอพาธี (homeopathy) มาก่อน ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะการแพทย์ทางเลือกประเภทนี้ยังไม่มีการนำเข้ามาในประเทศไทยอย่างเป็นกิจลักษณะ มีเพียงผู้สนใจกลุ่มเล็กๆ ที่หาซื้อยาตำรับโฮมิโอพาธีมากินเองและีมีบางส่วนที่เรียกวิธีนี้ว่า การบำบัดโรคด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม การบำบัดวิธีนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโฮมิโอพาธี หากคุณจะซื้อยามาใช้เองตามคำแนะนำในบทความนี้ ก็ไม่ต้องกังวลใจ เพราะตำรับยาโฮมิโอพาธีที่แนะนำไว้ในบทความนี้มีความปลอดภัยมาก และได้รับการยอมรับแพร่หลายว่าเป็นตัวยาที่มีฤทธิ์ในการรักษา หากคุณยังนึกไม่ออกว่าเรานำยามา 1 หยด (เช่น ยาลดน้ำมูกชนิดน้ำ) แล้วเอามาเจือจางกับน้ำ 10 หยด เขย่าจนส่วนผสมเข้ากันดี จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ 1 หยด มาผสมกับน้ำอีก 10 หยด แล้วทำตามกระบวนการนี้อีก 2-3 ครั้ง สุดท้ายจะเหลืออะไรบ้าง ตามหลักการวิทยาศาสตร์ย่อมเหลือตัวยาไม่มากนัก แต่ตามหลักโฮมิโอพาธีแล้ว ยาที่เจือจางมากที่สุดจะเป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

        หลักการที่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ีนี่เองที่ทำให้แพทย์ทั่วไปไม่ค่อยยอมรับการบำบัดวิธีนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้คิดค้นโฮมิโอพาธีเป็นแพทย์ชาวเยอรมันเมื่อกว่า 200 ปีก่อน และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีแพทย์และผู้ป่วยหลายรายที่ยืนยันว่าการบำบัดวิธีนี้ำได้ผลอยู่เหมือนกัน

        แนวคิดพื้นฐานของโฮมิโอพาธี คือ โฮมิโอพาธีจะศึกษาสารสกัดกว่า 2,000 ชนิด เพื่อเลือกเอาชนิดหนึ่งที่หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการคล้ายกับอาการเจ็บป่วยจากโรคนั้นๆ ของผู้ป่วย แต่เมื่อนำมาใช้ในปริมาณน้อยมากๆ ตามทฤษฎีแล้ว สารนี้จะมีผลในการรักษาแทน ตำรับยาส่วนใหญ่ที่ใช้ในการบำบัดแบบโฮมิโอพาธีจะได้จากสมุนไพรและแร่ธาตุ เช่น เซนต์จอห์น สเวิร์ต (St. John's wort) สำหรับรักษาอาการซึมเศร้า คอมเฟรย์ (comfrey) รักษาบาดแผลและแผลฟกช้ำ และอายไบรท์ (eyebright) สำหรับรักษาอาการตาเมื่อยล้า แต่มีสารหลากหลายที่ถูกทำให้เจือจางด้วยน้ำปริมาณมากจนมีสารเหล่านี้หลงเหลืออยู่น้อยมาก จนอาจถึงขั้นไม่มีสารออกฤทธิ์อยู่เลย

        ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กล่าวว่า โฮมิโอพาธีฝ่าฝืนกฎพื้นฐานทางเภสัชวิทยาที่เชื่อว่ายิ่งมีตัวยาน้อยเท่าไร ยิ่งมีผลน้อยเท่าั้นั้น แต่นักวิจัยที่ศึกษาโฮมิโอพาธีได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือ เช่น จากการศึกษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 478 คน พบว่า ร้อยละ 17 ของผู้แ่วยที่รักษาโดยวิธีโฮมิโอพาธีมีอาการดีขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกมีแค่ร้อยละ 10 ที่อาการดีขึ้น ในปี 1991 นิตยสารทางการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal) ได้มีนำเสนอผลการศึกษาตำรับยาโฮมิโอพาธีกว่า 107 อย่าง พบว่าร้อยละ 77 ของยาเหล่านี้มีผลในเชิงบวก

        มีผู้เสนอแนวคิดว่ากระบวนการเจือจางและเขย่าสารประกอบนั่นเองที่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี แต่ยังไม่มีใครทราบชัดว่าโฮมิโอพาธีทำงานอย่างไร เนื่องจากปริมาณสารออกฤทธิ์มีน้อยมาก ดังนั้นการลองใช้ิวิธีนี้จึงไม่มีอันตรายอะไร การซื้อยาโฮมิโอพาธีมาใช้เองควรระมัดระวังเรื่องปริมาณที่ใ้ช้เพราะตัวยาที่ใช้จะแตกต่างกันไปกับอาการของแต่ละคน และปริมาณที่ใช้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพจิตใจและอารมณ์ใ่นช่วงนั้นด้วย ดังนั้นควรสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญให้แน่ชัดก่อน

        หน่วยของยาโฮมิโอพาธีนั้นแสดงเป็นตัวอักษร x หรือ c ซึ่งจะบอกให้รู้ว่าตัวยานั้นมีการเจือจางมากเท่าใด เช่น ยาที่มีค่า 1x หมายความว่ามีการเจือจาง 1 ครั้ง โดยใช้สารออกฤทธิ์สำคัญ 1 ส่วนเจือจางกับน้ำ 10 ส่วนยาที่มีค่า 2x จะมีสารออกฤทธิ์สำคัญ 1 ส่วนต่อน้ำ 100 ส่วน ยาที่มีค่า 3x จะมีสารออกฤทธิ์สำคัญ 1 ส่วนในน้ำ 1,000 ส่วน และอาจเจือจางถึงขั้นไม่เหลือส่วนที่เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญอยู่เลย

        อย่างไรก็ตาม โฮมิโอพาธีไม่สามารถนำมาใช้แทนการรักษาจากแพทย์ได้ ในต่างประเทศที่มีนักบำบัดแบบโฮมิโอพาธีนั้น นักบำบัดส่วนใหญ่จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงกับคนไข้ใหม่ 1 คน โดยต้องมีการซักประวัดิอย่างละเอียด รวมทั้งประเมินอาการ เพื่อตัดสินใจว่าคนไข้รายนี้ควรรักษาด้วยวิธีโฮมิโอพาธีหรือควรไปรับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน